AI ตรวจจับความรู้สึกมนุษย์ได้ “น่าตื่นเต้น” หรือ “น่ากลัว” ตะวันตกอาจสั่งแบน แต่จีนรีบนำมาใช้

Affective Computing, Affective AI, Emotion Recognition, Emotion AI เป็นศัพท์เฉพาะที่หมายถึง AI ที่ใช้ในการตรวจจับความรู้สึกของมนุษย์ วันนี้การพัฒนาระบบยังไม่สมบูรณ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ใช้งานได้แล้ว และเริ่มเป็นข้อถกเถียงกันมากว่า สมควรที่จะนำมาใช้จริงหรือไม่

แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังและสตาร์ทอัพใหม่ๆจำนวนมาก มีการพัฒนา Affective AI มาหลายปีแล้ว

ตั้งแต่ปี 2015 Microsoft ยืนยันว่ามีอัลกอริทึมที่สามารถจดจำอารมณ์ความรู้สึกหลักของมนุษย์ 8 อย่าง คือ โกรธ ดูถูก กลัว ขยะแขยง ความสุข เฉยๆ เศร้า แปลกใจ

บริษัทเทคอื่นๆที่มีข่าวว่าสามารถใช้ AI ตรวจจับความรู้สึกของมนุษย์ได้แล้ว เช่น Softbank, Realeyes, INTRAface, Apple, IBM, Eyeris, Beyond Verbal, Affectiva, Kairos, AR, Cloudwalk, IFLytek, Nviso, CrowdEmotion, Megvii, Alibaba, Tencent, ฯลฯ

ในปี 2019 สหรัฐอเมริกาอ้างว่าบริษัทเทคจีนหลายแห่งใช้เทคโนโลยี AI ไปเล่นงานคนมุสลิมอุยกูร์ และคนกลุ่มน้อยที่เห็นต่าง เลยสั่งแบนไม่ขายเทคโนโลยีต้นน้ำให้บริษัทเทคจีนหลายแห่ง

จีนเอาเทคโนโลยี AI ไปติดตั้งในเขตปกครองตนเองซินเจียงซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของคนอุยกูร์ นอกจากการตรวจจับใบหน้าเพื่อระบุตัวตนว่าใครเป็นใคร เป็นผู้ที่ทางการต้องการตัวหรือไม่ ยังมีระบบตรวจจับความรู้สึกของคนด้วย หากเห็นหน้าหรือท่าทางแสดงความรู้สึกของใครที่ดูน่าสงสัย ก็จะตามติดประกบตัว ป้องกันไม่ให้กระทำอะไรที่ก่อความไม่สงบกับสังคมตั้งแต่เนิ่นๆ

ประเทศทางตะวันตกกำลังถกเถียงกันมากว่า มันจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เทคโนโลยีนี้อาจทำให้หลายๆคนเสียโอกาสดีๆในชีวิต บริษัทที่ทำการสัมภาษณ์คนเข้าทำงานที่มีการใช้ Emotion AI ตรวจจับคนที่สมัครงาน อาจรู้ว่าผู้สมัครงานคิดอะไรอยู่ข้างใน และเป็นผลทำให้นายจ้างไม่รับเข้าทำงาน

ยังมีข้อถกเถียงกันมากถึงความน่าเชื่อถือของการประเมินความรู้สึกของมนุษย์ด้วย AI เพราะเป็นสิ่งที่มีความซับซ้อนมาก การแสดงออกถึงความรู้สึกของแต่ละคน อาจแตกต่างกัน พื้นเพเรื่องเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมก็มีผลต่อการแสดงความรู้สึกบนใบหน้าที่แตกต่างกันด้วย

บริษัทเทคโนโลยีทราบดีถึงปัจจัยที่มีผลต่อการแสดงความรู้สึกของมนุษย์ และมีการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดวงตา ริมฝีปาก คิ้ว จมูก การขยับของส่วนต่างๆบนใบหน้า โดยส่วนใหญ่แล้วแสดงให้เห็นความรู้สึกได้

แล้วยังมีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นด้วยการดูท่าทางการแสดงออกของทั้งตัว มีการประเมินจากคำพูดที่ใช้ และน้ำเสียงที่มีโทนเสียงแตกต่างกัน

AI เอาทุกๆปัจจัยมาประมวลผลร่วมกัน สามารถสรุปความรู้สึกของมนุษย์ที่มันเห็นได้แบบเรียลไทม์

ตัวอย่างของประโยชน์ที่สามารถเอา Emotion AI ไปใช้ เช่น

-โฆษณาที่ใช้สื่อสารแสดงความรู้สึกกับผู้คน

-ตรวจจับความรู้สึกของผู้ที่มาสัมภาษณ์งาน

-ตรวจจับความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการ เอาข้อมูลมาพัฒนาธุรกิจ

-การซักค้านผู้ต้องสงสัยหรือพยาน เพื่อตรวจจับการโกหก

-การตรวจหาความพิรุธของคนในที่ชุมชน ซึ่งอาจเป็นคนที่กำลังจะก่อเหตุร้าย

-AI สามารถนำข้อมูล Emotion Recognition ไปพัฒนาสร้าง Deepfake หรือการแสดงท่าทีของตัวตนเทียมหรือตัวตนปลอม ให้มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น

โดยปกติแล้ว เวลามีเทคโนโลยีใหม่ๆออกมา มักจะมีผู้ที่เห็นด้วยและคัดค้านเสมอ

AI ที่ตรวจจับความรู้สึกคนได้ ผู้คนในโลกตะวันตกมองว่ามันเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว ไม่อยากให้ใครรู้ความในใจของตัวเอง และคงมีการต่อต้านการนำมาใช้กันมาก

แต่ประเทศจีนและหลายๆประเทศในเอเชีย คงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร ผู้คน ถูกละเมิด ถูกบังคับ จนเริ่มชินชาแล้ว….

Is Virtuous Implementation of Emotion AI Possible Among Rising Concerns?

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s