ยุคเปลี่ยนผ่านสู่ Cloud Computing ปี 2028 ขนาดตลาด 791,480 ล้านดอลลาร์ สตาร์ทอัพใช้คลาวด์ก้าวกระโดด

Cloud Computing กำลังเข้ามาแทนที่การทำงานแบบเก่าของคอมพิวเตอร์

สำหรับคนทั่วไป หากกำลังใช้อินเตอร์เน็ต ก็ได้ใช้งานคลาวด์กันอยู่เป็นประจำ

สตรีมมิ่ง NetFlix ข้อมูลทั้งหมดอยู่บนคลาวด์ อยากดูหนังเรื่องไหนก็เรียกมาดูได้ทันที

Gmail ที่คนทั่วโลกใช้กันเป็นประจำ มีบริการพ่วงอีกหลายอย่าง เช่น Drive, Calendar, Docs, Photos, Maps, Chat, Search ล้วนเป็นการทำงานบนคลาวด์ทั้งนั้น

สตาร์ทอัพในปัจจุบันซึ่งกำลังพัฒนาแพลตฟอร์ม หรือแอพพลีเคชั่น เกือบทั้งหมดก็ทำงานบนคลาวด์เป็นหลัก เพราะเป็นหนทางที่ทำให้ไม่ต้องลงทุนเริ่มแรกจำนวนมาก

บริษัทที่เคยมีศูนย์ข้อมูลและฝ่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ของตัวเองทั่วโลก กำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านไปใช้งานบนคลาวด์กันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลงทุนทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมอีกต่อไป

องค์กรและบริษัทดังของโลกใช้คลาวด์แล้ว เช่น NetFlix, Hulu, Spotify, Nasa, Pentagon, Lyft, Slack, JPMorgan Chase & Co, Bank of America

ปี 2020 Cloud Computing มีขนาดตลาดใหญ่ถึง 219,000 ล้านดอลลาร์

ผลการทบของโควิด-19 เป็นตัวเร่งทำให้ตลาดโตขึ้นอย่างมาก

ปี 2021 Cloud Computing น่าจะมีขนาดตลาดประมาณ 250,040 ล้านดอลลาร์

Fortune Business Insights ประเมินว่า ตั้งแต่ปี 2021 – 2028 จะมีอัตราการเติบโตต่อปีโดยเฉลี่ย 17.9% หมายความว่าในปี 2028 Cloud Computing น่าจะมีขนาดตลาดประมาณ 791,480 ล้านดอลลาร์

ผู้ให้บริการ Cloud Computing ยักษ์ใหญ่ของโลกในปัจจุบัน ได้แก่ AWS, Microsoft Azure, Alibaba Cloud, Google Cloud, IBM โดยบริษัทเหล่านี้มีบริการที่หลากหลาย ตอบสนองความต่องการของผู้ใช้บริการได้รอบด้าน

Software House ซึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์ดังๆของโลกเกือบทุกแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการเป็นคลาวด์ และยังคงมีความแข็งแกร่งในความชำนาญเฉพาะด้านของตัวเองอยู่เช่นเดิม

Cloud CRM Software Vendors หรือผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้าน Customer Relationship Management ผู้ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดประมาณครึ่งหนึ่งของตลาด คือ Salesforce สำหรับผู้ให้บริการอื่นๆที่มีส่วนแบ่งตลาดรองลงมา ได้แก่ Microsoft, SAP, Adobe, Oracle

ERP หรือ Enterprise Resource Planning วันนี้ก็ย้ายไปอยู่บนคลาวด์แล้ว ผู้นำในตลาด คือ Oracle, SAP, Microsoft, Sage, Infor, Workday

HCI หรือ Hyperconverged Infrastructure ผู้ให้บริการที่โดดเด่นในตลาด คือ Nutanix, Cisco, VMware, Dell EMC

AI และ Machine Learning ยักษ์ใหญ่โดดเด่นอยู่ในสนามคลาวด์อย่างครบถ้วน คือ Google cloud, AWS, IBM, Azure

AI, Machine Learning, Big Data และเทคโนโลยีใหม่ๆอีกหลายอย่าง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Cloud Computing เติบโตอย่างต่อเนื่อง ใครสนใจซอฟต์แวร์ใหม่ๆเหล่านี้ เริ่มทดลองเรียนรู้และใช้บนคลาวด์ได้ง่ายมาก

เดือนพฤษภาคม 2021 Google Cloud เปิดตัว Vertex AI ซึ่งเป็น Machine Learning Platform ที่จะช่วยทำให้องค์กรต่างๆได้ใช้ AI ในโครงการต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพื่อการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Cloud Computing ให้ชัดเจนมากขึ้น คงต้องย้อนไปดูวิธีการทำงานของศูนย์ข้อมูลหรือระบบการทำงานที่แต่ละบริษัทสร้างขึ้นมาเองเรียกว่า On-Premise

On-Premise คือ IT Infrastructure ที่ตั้งอยู่ในไซต์ของบริษัทเอง ซื้อ ติดตั้ง บริหารจัดการ ซ่อมบำรุงรักษา อัพเดตซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์กันเอง

จุดอ่อนของไอทีซึ่งทำกันเองเป็นการภายในทั้งหมด เช่น

-ต้องบริหารจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด อาจมีปัญหาเรื่องบุคลากรที่มีความชำนาญ

-การยกระดับการทำงานยุ่งยากมาก ลงทุนเริ่มแรกสูง มีขบวนการที่ซับซ้อน ต้องปรับระบบการทำงาน ใช้เวลานาน

-Storage Server ที่มีอยู่อาจไม่สามารถรองรับการขยายงานที่เพิ่มขึ้น ต้องเพิ่มทั้งตัวฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ คาดคะเนการขยายได้ลำบาก ทำได้ช้า มีค่าใช้จ่ายสูง เมื่อขยายไปแล้วหากไม่จำเป็นต้องใช้แล้วก็ลดสเกลลงได้ลำบาก

-ระบบการรักษาความปลอดภัยข้อมูลจะมีต่ำ

-เวลามีปัญหาข้อมูลสูญหาย โอกาสที่จะกู้ข้อมูลกลับมามีต่ำมาก

-การบำรุงรักษาระบบ On-Premise ให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ต้องการผู้เชี่ยวชาญมาทำงานนี้โดยตรง

จุดเด่นของ Cloud Computing คือการแก้ปัญหาจุดอ่อนทุกเรื่องของ On-Premise

หากองค์กรแต่ละแห่ง ไม่ต้องจัดการกับปัญหาไอทีทุกเรื่องด้วยตัวเอง ก็จะมีเวลาโฟกัสจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เป็นธุรกิจหลักอย่างแท้จริงได้มากขึ้น

ไม่จำเป็นต้องลงทุนเริ่มแรกจำนวนมากเพื่อวางระบบไอที อยากได้เซอร์ฟเวอร์ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงก็ทำได้ทันที เสียค่าบริการเฉพาะที่ใช้งานจริงเท่านั้น ผู้ให้บริการคลาวด์มีผู้ชำนาญงานดูแลระบบให้ มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆออกมาก็ลองใช้ได้เลย หากมีประโยชน์จริงก็ใช้ต่อ แต่ถ้าไม่ดีก็เลิกใช้ได้เลย

Cloud Deployment Model หรือ รูปแบบการปรับใช้งานมี 3 รูปแบบ คือ

  1. Private Cloud
  2. Public Cloud
  3. Hybrid Cloud

Private Cloud

-เป็นคลาวด์ที่ให้ใช้เป็นการส่วนตัวสำหรับองค์กรหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่ผู้บริหารจัดกันเป็นผู้ให้บริการคลาวด์

-ผู้ใช้บริการสามารถควบคุมทุกอย่างได้เอง โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเอาไว้ใช้สำหรับองค์กรเดียว ต้องดูแลรักษาระบบเครือข่ายเอง

-ส่วนที่เป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ต้องการความปลอดภัยสูง ไม่ต้องกลัวว่าจะรั่วไหลไปไหน เมื่อใช้ Private Cloud

-หากต้องการอะไรเป็นการเฉพาะเจาะจงก็สามารถทำได้ เพราะออกแบบได้เอง

Public Cloud

-AWS, Azure, Google Cloud, Alibaba Cloud เป็นยักษ์เทคที่มีชื่อเสียงในฐานะผู้ให้บริการ Public Cloud ที่หลากหลาย

-ทรัพยากรและการบริหารจัดการทั้งหมด เป็นเจ้าของและบริหารจัดการโดยผู้ให้บริการคลาวด์ การเข้าใช้งานและการส่งมอบบริการทำผ่านทางอินเตอร์เน็ตทั้งหมด

-เป็นบริการคลาวด์ที่ปล่อยให้หลายองค์กรได้ใช้พร้อมๆกัน

-ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ดำเนินการโดยผู้ให้บริการคลาวด์

Hybrid Cloud

-เป็นแนวคิดการใช้งานคลาวด์แบบผสมผสาน คือ มีทั้งการใช้บริการแบบ Private Cloud และ Public Cloud

-Private Cloud สามารถออกแบบเพื่อการทำงานแบบเฉพาะโดยตรง และมีความปลอดภัยมากกว่า องค์กรบางแห่งต้องการเก็บข้อมูลที่มีความอ่อนไหวไว้เอง ในขณะที่งานหลายอย่างจะมีความเหมาะสมกว่าถ้าเลือกใช้บริการแบบ Public Cloud เพราะพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง จะมีประสิทธิภาพมากกว่าในการทำงาน 

-NASA เลือกใช้ Hybrid Cloud โดยเก็บข้อมูลไว้ใน Private Cloud และใช้บริการอื่นๆที่ทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย Public Cloud

นอกจากมีการแยกแยะคลาวด์ตามรูปแบบการใช้งานแล้ว มีการแยกคลาวด์ออกตามรูปแบบการให้บริการด้วย

Cloud Service Model หรือ รูปแบบการให้บริการมี 3 รูปแบบ คือ

  1. IaaS
  2. PaaS
  3. SaaS

ความแตกต่างของแต่ละรูปแบบการให้บริการ แยกแยะให้เห็นชัดเจนจากการบริหารจัดงานงานแต่ละอย่าง คือ Applications, Data, Runtime, Middleware, O/S, Virtualization, Servers, Storage, Networking

IaaS หรือ Infrastructure as a Service

-ผู้ใช้บริการจัดการจะดูแลเรื่อง Applications, Data, Runtime, Middleware, O/S นอกเหนือจากนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการคลาวด์

-ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงการใช้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เป็นรูปแบบการให้บริการที่ใช้โดยฝ่ายไอทีขององค์กรทั่วไป

-หากเป็นองค์การที่ต้องการใช้ทรัพยากร Storage, Virtualization เป็นหลัก IaaS น่าจะเป็นรูปแบบบริการที่เหมาะสม

PaaS หรือ Platform as a Service

-ผู้ใช้บริการจัดการดูแลงานด้วนตัวเองเพียงสองเรื่อง คือ Applications และ Data ที่เหลือปล่อยให้ผู้ใช้บริการคลาวด์จัดการทั้งหมด

-แพลตฟอร์มมีการสร้างไว้ล่วงหน้า ซอฟต์แวร์บางตัวที่ลองรับกับแพลตฟอร์มได้จะสามารถพัฒนาการใช้งานได้

-ผู้ใช้บริการสามารถใช้งานแอปพลิเคชั่นของตัวเองได้

-จุดเด่นของบริการนี้ คือ ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวด้านการบริหารจัดการ การบำรุงรักษา ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรม

-บริษัทหรือองค์กรที่ต้องการสร้าง Applications ของตัวเอง PaaS น่าจะเป็นรูปแบบการให้บริการที่เหมาะสม

SaaS หรือ Software as a Service

-เป็นการให้บริการคลาวด์ที่ครบเครื่อง งานทั้ง 9 อย่างปล่อยให้ผู้ให้บริการคลาวด์ดูแลเองทั้งหมด

-ผู้ใช้บริการไม่ต้องสร้างแอปพลิเคชั่นเอง ไม่ต้องดูแลอะไร มีการจัดเตรียมทุกอย่างให้หมด

-ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ ผู้ให้บริการคลาวด์เป็นผู้จัดหาให้

-ถ้าไม่ต้องรับเรื่องความยุ่งยากด้านไอที SaaS คือรูปแบบการให้บริการที่เหมาะสมที่สุด

-โดยปกติแล้วเป็นระบบการใช้งานในรูปแบบของสมาชิก

รูปแบบการปรับใช้งานของคลาวด์ที่มีแนวโน้มจะเติบโตมากในอนาคต คือ Public Cloud และไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับผู้ให้บริการเพียงรายเดียว สามารถใช้บริการแบบ Multi-Cloud หรือผู้ให้บริการคลาวด์หลายแห่งได้

บริษัทที่มีศูนย์คอมพิวเตอร์ของตัวเองและไม่เคยใช้คลาวด์มาก่อน เริ่มเปลี่ยนแปลงมาใช้คลาวด์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบเก่าที่สร้างขึ้นมาเองมีประสิทธิภาพต่ำกว่ากับระบบใหม่ที่ผู้ให้บริการคลาวด์ให้บริการ หากยังยึดติดกับของเก่า จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง แต่การเปลี่ยนแปลงอาจทำไม่ได้เร็วนัก

ในขณะที่บริษัทเกิดใหม่ จะเริ่มต้นธุรกิจแบบดิจิทัลซึ่งใช้บริการของคลาวด์เป็นหลัก เพราะมีข้อได้เปรียบหลายด้าน เช่น

-ไม่ต้องลงทุนเริ่มแรกสร้างศูนย์ข้อมูลหรือฝ่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่

-การบริหารจัดการต่ำ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์จำนวนมาก แต่ใช้ตามที่จำเป็นเท่านั้น

-เมื่อต้องการเพิ่มกำลังความสามารถในการทำงานก็ทำได้ทันที ไม่จำเป็นต้องคาดการณ์ล่วงหน้า สามารถเพิ่มหรือลดได้ตลอดเวลา

-มีความคล่องตัวมากขึ้น เพิ่มความเร็วในการทำงานได้มากกว่าระบบดั้งเดิม

-สร้างเครือข่ายระดับโลกได้ในเวลาไม่กี่นาที

สตาร์ทอัพที่เติบโตเร็วจนดีสรัปยักษ์ใหญ่ได้ มี Cloud Computing เป็นส่วนหนึ่งของเบื้องหลังความสำเร็จ ธุรกิจเติบโตได้ง่าย และรวดเร็วมาก

สรุปแล้ว On-Premise ซึ่งเป็นการสร้างทุกอย่างเอาไว้ใช้เองทั้งหมด กำลังจะกลายเป็นอดีต ธุรกิจหรือองค์กรที่เคยใช้ระบบดั้งเดิมมานานกำลังค่อยๆเปลี่ยนผ่านไปใช้ Cloud Computing

สำหรับธุรกิจใหม่ๆและสตาร์ทอัพ สามารถ Leapfrog หรือก้าวกระโดดไปใช้ของใหม่ที่เป็น Cloud Computing ได้ทันที

https://www.fortunebusinessinsights.com/cloud-computing-market-102697

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s