ส่องนิสัยการทำความสะอาดของคนไทย จากวิจัยของ Dyson คนไทยเกินครึ่งละเลยจุดเก็บฝุ่นในบ้าน

นักจุลชีววิทยาจาก Dyson เผยผลการสำรวจพบว่าถึงแม้จะผ่านช่วงการระบาดของ COVID-19 แต่คนเกือบครึ่งยังทำความสะอาดบ้านเฉพาะตอนที่พบเห็นฝุ่นเท่านั้น โดยละเลยแบคทีเรียหรือฝุ่นที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอ

A picture containing bear, teddy, wall, indoor

Description automatically generated

Dyson เผยผลการสำรวจและวิจัย Global Dust Study ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ที่สำรวจเกี่ยวกับนิสัยการทำความสะอาดและความเข้าใจเกี่ยวกับฝุ่นในครัวเรือน รวมถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในบ้าน

Dyson ได้สำรวจเจ้าของบ้านกว่า 3 หมื่นคนจาก 33 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ผลการสำรวจได้เผยว่าคนไทยมีนิสัยการทำความสะอาดเหมือนปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้องการให้บ้านสะอาดอยู่เสมอซึ่งเป็นผลพวงมาจากการระบาดของโรค COVID-19 ที่ทำให้หลายครัวเรือนหันมาสนใจเรื่องการทำความสะอาดบ้านมากขึ้น อย่างไรก็ตามผลสำรวจพบว่าเจ้าของบ้านจำนวน 40% จะทำความสะอาดบ้านก็ต่อเมื่อพบฝุ่นที่มองเห็นได้เท่านั้น ตรงกับผลสำรวจในประเทศไทยที่พบว่าคนไทย 46% จะทำความสะอาดบ้านก็ต่อเมื่อพบฝุ่นที่มองเห็นได้

โดย Monika Stuczen นักจุลชีววิทยาที่ Dyson กล่าวว่า “นับว่าเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงที่ผู้คนจะทำความสะอาดบ้านก็ต่อเมื่อพบฝุ่นเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วยังมีฝุ่นที่มีขนาดเล็กที่เราไม่สามารถสังเกตเห็นได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเห็นฝุ่นในบ้านนั่นหมายความว่า มีความเป็นไปได้สูงที่บ้านของคุณจะมีตัวไรฝุ่นเต็มไปหมดแล้ว”

จุดไหนในบ้านที่พลาดไป? ทำความสะอาดยังไงให้สะอาดจริง?

Diagram

Description automatically generated

จากการเปรียบเทียบผลสำรวจแบบปีต่อปี เราจะเห็นถึงการพัฒนาด้านนิสัยการทำความสะอาดจากการที่มีคนจำนวนมากขึ้นที่ดูดฝุ่นบริเวณที่มักถูกละเลย อย่างฟูกรองนอนหรือโซฟา อย่างไรก็ตามยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังหลงลืมจุดเก็บฝุ่นที่สำคัญเหล่านี้ โดยการสำรวจพบว่า 53% ไม่ดูดฝุ่นบริเวณฟูกนอน ในขณะที่คนจำนวน 55% ไม่ได้ดูดฝุ่นบริเวณโซฟา

นอกจากปัญหาเรื่องฝุ่นในบ้านแล้ว จากสถานการณ์โรคระบาดยังทำให้มีอีกหนึ่งปัญหาเพิ่มขึ้นมานั่นก็คือฝุ่นจากสัตว์เลี้ยงเนื่องจากการกักตัวอยู่ที่บ้านทำให้คนเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น โดยจากการสำรวจพบว่า 57% ของบ้านทั่วโลกมีสัตว์เลี้ยงอย่างน้อย 1 ตัว โดยในประเทศไทยพบว่า 72% ของครัวเรือนมีสัตว์เลี้ยงซึ่งนับว่าเป็นประเทศลำดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเลี้ยงสัตว์ นอกจากนั้นยังพบว่าคนไทย 2 ใน 5 ให้สัตว์เลี้ยงนอนร่วมเตียงเดียวกัน แต่ในทางกลับกันจำนวนเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ตระหนักถึงปัญหาเรื่องฝุ่นจากสัตว์เลี้ยงกลับมีน้อยในระดับน่าเป็นห่วง

  • 4 ใน 5 ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่ทราบว่าฝุ่นละอองสามารถถูกสะสมไว้บนตัวสัตว์เลี้ยงได้
  • 7 ใน 10 ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่ทราบว่าตัวไรฝุ่นสามารถอาศัยอยู่บนตัวสัตว์เลี้ยงได้
  • 3 ใน 5 ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่ทราบว่าไวรัสสามารถอาศัยอยู่บนตัวสัตว์เลี้ยงได้
  • 1 ใน 2 ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่ทราบว่าแบคทีเรียและสะเก็ดผิวหนังสามารถถูกสะสมบนตัวสัตว์เลี้ยงได้ 

“คนส่วนมากคิดว่าปัญหาจากสัตว์เลี้ยงเกิดจากขนเพราะเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ง่าย จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนไม่ได้ตระหนักถึงฝุ่นหรือละอองอื่นๆ ที่สะสมอยู่บนตัวของสัตว์เลี้ยงเพราะว่าขนาดที่เล็กในระดับที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้”

โดยส่วนมาก คนทั่วไปจะคิดว่าอาการแพ้เกิดจากขนสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ตามอาการแพ้สามารถเกิดได้จากฝุ่นละอองที่เกิดจากสะเก็ดผิวหนังของสัตว์เลี้ยง  เกือบครึ่งของเจ้าของสัตว์จะทำความสะอาดสัตว์เลี้ยงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ 3 ใน 5 ทำความสะอาดโดยใช้แปรงหรือหวีเท่านั้น ซึ่งการหวีหรือแปรงทำได้เพียงลดขนที่หลุดร่วงของสัตว์เลี้ยง แต่ไม่สามารถกำจัดฝุ่นละอองขนาดเล็กบนตัวได้ ทำให้เจ้าสัตว์เลี้ยงยังสามารถพาฝุ่นละอองไปยังบริเวณต่างๆ รอบบ้านได้

จากการวิจัยอย่างเข้มข้นที่ Dyson พบว่าการจัดการกับฝุ่นในบ้านที่ดีที่สุดคือการนำมันออกไปจากบ้าน และจากโครงการ Dyson Global Dust Study เผยว่าผู้คนคิดว่าเครื่องดูดฝุ่นเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการกำจัดฝุ่น แต่จากการสำรวจกลับพบว่าคนไทยใช้ไม้กวาดกับไม้ถูมาเป็นอันดับต้นๆ ที่ 68% ในขณะที่ใช้เครื่องดูดฝุ่นอยู่ที่ 47% เท่านั้น

การถูด้วยผ้าเปียกเป็นเรื่องที่ปกติ แต่ลำดับในการใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การจบด้วยพื้นที่เปียกยิ่งทำให้ฝุ่นที่มองเห็นได้ยากขึ้นไปอีก นอกจากนั้นการทำพื้นให้ชื้นยังหมายถึงการสร้างสภาวะที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของตัวไรฝุ่นและเชื้อราด้วย เพราะฉะนั้นการทำความสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพคือการดูดฝุ่นด้วยเครื่องดูดฝุ่นให้ฝุ่นหมดก่อน จากนั้นจึงจะถูด้วยผ้า อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการเลือกใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีเทคโนโลยีในการกักเก็บฝุ่นไม่ให้ฝุ่นหลุดรอดกลับออกมาภายในบ้าน

นี่คือเหตุผลที่ Dyson ใช้เวลากว่า 20 ปีในการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับฝุ่น เพื่อที่จะเข้าใจความซับซ้อนของฝุ่นในบ้านจริงๆ เพื่อที่จะพัฒนาเทคโนโลยีของเราให้สามารถแก้ไขปัญหาที่พบในสถานการณ์จริง โดยทีมวิศวกรของเราใช้เวลาในการพัฒนาตัวกรองและระบบกันรั่วเพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าเครื่องดูดฝุ่นสามารถดูดได้ทั้งฝุ่นที่มองเห็นและที่มองไม่เห็น รวมถึงมั่นใจได้ว่าฝุ่นที่ดูดได้จะอยู่ในที่เก็บและไม่รั่วกลับไปยังบ้านของคุณ ทำให้บ้านสะอาดและปราศจากฝุ่นโดยแท้จริง

Monica ได้กล่าวปิดท้ายด้วยว่า “เราหวังว่าการวิจัยในครั้งนี้จะทำให้คุณพิจารณาเรื่องฝุ่นในบ้าน ว่าถึงแม้คุณจะไม่สามารถมองเห็นมันได้ไม่ได้แปลว่ามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ถึงแม้จะมีขนาดเล็กแต่ฝุ่นอย่างสะเก็ดผิวหนังจากสัตว์เลี้ยงหรือตัวไรฝุ่นสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้เทียบเท่าหรือมากกว่าฝุ่นที่มองเห็นได้”

สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องดูดฝุ่นของ Dyson ได้ที่เว็บไซต์ หรือ Facebook Page Dyson

###

เกี่ยวกับโครงการ Dyson Global Dust Study 2022

The Dyson Global Dust Study 2022 เป็นโครงการวิจัยเกี่ยวกับฝุ่นภายในครัวเรือนโดยศึกษาจากแบบสำรวจออนไลน์ที่ใช้เวลา 15 นาที จากผู้เข้าร่วม 32,282 คน จาก 33 ประเทศทั่วโลก – สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, เม็กซิโก, อังกฤษ, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, สเปน, อิตาลี, ตุรกี, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส, นอร์เวย์, เดนมาร์ก, เบลเยียม, สวีเดน, โปแลนด์, ออสเตรีย, สวิสเซอร์แลนด์, ซาอุดิอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, รัสเซีย, จีน, ฮ่องกง, ไต้หวัน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย, ฟิลิปปินส์ และอินเดีย  

การสำรวจถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่15 ถึง 24 พฤศจิกายน 2021 และ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 7 มีนาคม 2022

โดยข้อมูลที่ได้ถูกจัดให้อยู่ในระดับสากลเพื่อเป็นตัวแทนของขนาดประชากรที่มีความแตกต่างกัน

  • ในปีที่ผ่านมา 32% ของคนไทยเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดบ่อยครั้งมากขึ้น ในขณะที่ 25% เพิ่มขึ้นอย่างเล็กน้อย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำความสะอาดท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด
  • เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น ๆ  มีความน่ากังวลเพิ่มขึ้นสำหรับฝุ่นบนที่นอน (23%) มากกว่าฝุ่นบนพื้น/ พื้นผิวในประเทศไทย ซึ่งอันที่จริงแล้ว เกือบ 3 ใน 4 ของคนไทยทำความสะอาดที่นอนเป็นประจำ – บ่อยครั้งกว่ากลุ่มอื่น ๆ เป็น 2 เท่า
  • คนไทยส่วนใหญ่ (82%) มีความเชื่ออย่างมากว่าปริมาณฝุ่นในบ้านสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ และ 80% ของคนไทยเชื่อว่าฝุ่นที่อยู่ในบ้านสามารถทำให้เกิดอาการป่วยได้ เช่นโรคหอบหืด
  • คนไทยตระหนักมากเป็นพิเศษว่าฝุ่นจากอุจจาระของแมลงเป็นฝุ่นที่สามารถกระตุ้นการแพ้มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ (35%)
  • 1 ใน 3 ของคนไทยมีความกังวลเป็นอย่างมากในเรื่องของการนำฝุ่นละอองหรือละอองเกสรต่าง ๆ จากภายนอกเข้ามาสู่ในบ้าน โดย 46% ของคนไทยกังวลเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เทคโนโลยีจาก Dyson

เทคโนโลยีด้านการดูดฝุ่นของ Dyson เป็นหนึ่งในตัวช่วยที่สามารถทำให้บ้านของคุณสะอาด ปราศจากฝุ่นทั้งที่มองเห็นได้และที่มองไม่เห็น โดยเครื่องดูดฝุ่น Dyson V12 Detect เครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นใหม่ของ Dyson ที่ติดตั้งแสงเลเซอร์ไว้ในองศาที่พอเหมาะกับการตรวจจับฝุ่นที่ซ่อนตัวอยู่ นอกจากนั้นยังมีเซนเซอร์ที่วัดและบันทึกประเภทของฝุ่นที่ดูดพร้อมแสดงผลแบบ real-time บนหน้าจอ โดยสามารถทดลองใช้มอเตอร์ Dyson Hyperdymium และตัวกรอง 5 ชั้นบนพื้นที่แตกต่างกัน 4 รูปแบบเพื่อสังเกตฝุ่นแต่ละชนิดที่สามารถดูดขึ้นมาได้

เกี่ยวกับ Dyson

Dyson คือบริษัทด้านการวิจัยและเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยงานด้านวิศวกรรม วิจัย พัฒนา ผลิต และทดสอบการปฏิบัติการในสิงคโปร์ สหราชอาณาจักร มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เริ่มต้นจากโรงรถในสหราชอาณาจักร Dyson เติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2536 ปัจจุบัน Dyson มีสำนักงานเทคโนโลยี 2 แห่งในสหราชอาณาจักรภายใต้พื้นที่กว่า 800 เอเคอร์ใน มาล์มสบิวรี และ ฮัลลาวิงตัน และสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ Dyson ได้ลงทุนในสำนักงานที่ วิลต์เชอร์ และห้องทดลองไปกว่า 1 พันล้านปอนด์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของ Dyson ในอนาคต Dyson ยังคงเป็นบริษัทของครอบครัวที่มีพนักงานกว่า 13,000 คนทั่วโลก รวมถึงวิศวกรกว่า 5,000 คน วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใน 84 ประเทศทั่วโลก มีร้าน Dyson Demo Store กว่า 318 แห่ง โดยเปิดร้านใหม่ในปี 2564 จำนวน 50 ร้านทั่วโลกรวมถึงร้าน Dyson Virtual Reality Demo Store ด้วย  

Dyson จะลงทุนเป็นมูลค่า 2.75 พันล้านปอนด์เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงโลก โดยภายในปีนี้ Dyson จะลงทุนอีก 600 ล้านปอนด์ในด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์ และห้องทดลอง Dyson มีทีมวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลกที่ร่วมพัฒนาแบตเตอรี่แบบโซลิดสเตท ดิจิทัลมอเตอร์ความเร็วสูง ระบบเซนเซอร์และวิชั่น หุ่นยนต์ เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง และปัญญาประดิษฐ์ ตั้งแต่ประดิษฐ์เครื่องดูดฝุ่นแบบไร้ถุงเครื่องแรกในปี 2536 Dyson ได้สร้างเทคโนโลยีที่สามารถแก้ปัญหาในหลากหลายแขนง ตั้งแต่การดูแลเส้นผม การกรองอากาศ หุ่นยนต์ โคมไฟ และเครื่องเป่ามือ

สถาบันวิศวกรรมและเทคโนโลยีของ Dyson หรือ Dyson Institute of Engineer and Technology คือสถาบันต้นแบบที่ควบรวมการศึกษาด้านวิศวกรรมในมหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิมกับการลองทำงานจริงภายในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก โดยมีนักศึกษา 156 คนใน Dyson ที่ได้รับเงินเดือนและไม่เสียค่าเล่าเรียน

James Dyson Foundation เป็นมูลนิธินานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 ที่มุ่งมั่นในการสนับสนุนวิศวกรรุ่นใหม่ และการศึกษาด้านวิศวกรรม รวมไปถึงการวิจัยทางการแพทย์ และได้บริจาคเงินกว่า 140 ล้านปอนด์เพื่อการกุศล โดยมูลนิธิมีการจัด James Dyson Award ขึ้นทุกปีซึ่งเป็นการแข่งขันประกวดออกแบบนวัตกรรมระดับนานาชาติที่ต้อนรับนักศึกษาและบัณฑิตจบใหม่ ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบันรางวัล James Dyson Award ได้สนับสนุนเงินรางวัลแก่สิ่งประดิษฐ์กว่า 285 ชิ้นเพื่อสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจ

Posted in PR

Leave a Reply