https://www.facebook.com/turakij4.0

เฟซบุ๊กวิจัยสารพัดกิจกรรมคนทั่วโลก  AI ได้เห็นได้ยินในมุมมองคนลงมือทำ หุ่นยนต์มีข้อมูลที่เหมือนการจับมือทำ AR มีข้อมูลผู้เชี่ยวชาญให้เลียนแบบ

เฟซบุ๊กกำลังทำโครงการวิจัย Ego4d ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลวิดีโอตามมุมมองของแต่ละบุคคลโดยตรง

ยกตัวอย่างเช่น คนกำลังตีกลอง จะมีภาพที่เห็นได้ในแบบเดียวกับคนที่กำลังตีกลองเอง อาจเป็นกล้องที่บันทึกภาพจากกล้องวิดีโอที่ตั้งอยู่บนหน้าผากของผู้ตีกลอง หรือเป็นกล้องที่ติดอยู่กับแว่นตาแบบ Ray Ban Stories

คนที่กำลังทำกับข้าว มีภาพเคลื่อนไหวแสดงออกมาเหมือนการมองผ่านสายตาของพ่อครัวโดยตรง

สรุปแล้ว คือ ทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้คน จะมีการบันทึกวิดีโอตามมุมมองของผู้ลงมือทำโดยตรง

ข้อมูลวิดีโอที่ถ่ายทอดตามสายตาผู้มีประสบการณ์ตรง จะเลียนแบบได้ง่าย เพราะเป็นมุมมองที่ชัดเจน ไม่วกวน ไม่สับสน

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยทำให้รู้ถึงปฏิสัมพันธ์ของคนต่อเหตการณ์ต่างๆว่าจะเป็นอย่างไร โดยมีจุดเด่นที่มันเป็นมุมมองเหมือนการได้เห็นหรือได้ยินของผู้ที่มีประสบการณ์นั้นโดยตรง

โครงการ Ego4d มีผู้กลุ่มตัวอย่าง 700 คน จาก 9 ประเทศ แต่ละคนมีอาชีพหรือกิจกรรมที่แตกต่างกัน โดยเก็บข้อมูลมากกว่า 2,200 ชั่วโมงต่อคน เป็นความร่วมมือของเฟซบุ๊กกับมหาวิทยาลัย 13 แห่ง

ข้อมูลเหล่านี้ถูกป้อนให้ AI เรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ทางตรงจากโลกจริง ตีความง่าย หากเป็นหุ่นยนต์ที่มี AI เป็นสมองเทียม มันจะสามารถ ตีกลอง ทำอาหาร เล่นกีฬา ฯลฯ โดยเลียนแบบจากข้อมูลที่มันมีอยู่ได้ไม่ยาก

ประโยชน์ของโครงการนี้ที่เด่นชัดที่สุด คือ การพัฒนาการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ในหุ่นยนต์จะยิ่งรวดเร็วขึ้น การแปลงข้อมูลไปใช้งานทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่สับสน หุ่นยนต์มีข้อมูลให้เลียนแบบเหมือนมันถูกจับมือทำ

และยังมีประโยชน์อย่างมากสำหรับการสร้างแว่น AR ในอนาคตด้วย

หากเชฟฟ์ A ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทำอาหารโดยใส่แว่น AR หรือแว่นที่บันทึกวิดีโอเอาไว้ด้วย มันจะมีข้อมูลรายละเอียดทุกอย่างครบถ้วน วัตถุดิบมีอะไร? ใส่เครื่องปรุงอะไรบ้าง? ลำดับก่อนหลังเป็นอย่างไร? ข้อมูลทั้งหมดอาจเก็บไว้บนคลาวด์ หากใครอยากทำอาหารรสเด็ดได้เหมือนเชฟฟ์ A ก็ใส่แว่น AR แล้วเรียกข้อมูลของเชฟฟ์ A ตอนทำอาหารเมนูนั้น ก็จะเลียนแบบการทำอาหารนั้นได้อย่างครบถ้วน

ในอนาคต หากในชีวิตประจำวันเรามีแว่นที่บันทึกข้อมูลทุกอย่างที่เราทำไว้ทั้งหมด อาจเหมือนแว่น Ray Ban Stories ของ Facebook แต่เป็น AR รุ่นใหม่ที่มีระบบการทำงานเชื่อมต่อเพื่อเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้บนคลาวด์ มี AI ช่วยจดจำเรื่องทุกอย่างในชีวิต มีคลังข้อมูลส่วนตัวขนาดใหญ่ นั่นหมายความว่าสมองเทียมจะเป็นหน่วยความจำที่ไม่รู้จบสำหรับคนที่ใช้อุปกรณ์นี้

AI จะช่วยจดจำเรื่องราวทุกอย่างที่เราเคยทำได้หมด แล้วยังมีข้อแนะนำหรือเตือนให้ทำอะไรที่ควรทำได้ด้วย

เพื่อนหรือคนรู้จักที่ได้เห็นอีกครั้งแล้วจำชื่อไม่ได้ สามารถบอกให้ AI ส่งข้อมูลเตือนความจำทุกอย่างเกี่ยวกับคนๆนั้นมาให้ได้ทันที

กุญแจหายหาไม่เจอ ถาม AI ว่าเอากุญแจไปทิ้งไว้ที่ไหน มันค้นหาข้อมูลจากหน่วยความจำที่บันทึกไว้ แล้วบอกตำแหน่งกุญแจได้ทันที

ประสบการณ์ดีๆที่น่าตื่นเต้นของคนอื่นที่เราไม่เคยเจอ ใส่แว่น AR แล้วขอภาพและเสียงที่เป็นประสบการณ์ของคนอื่นมาเป็นประสบการณ์ของเราก็ได้

ผลการวิจัยคราวนี้ เป็นงานต่อยอดโครงการ Metaverse ซึ่งเป็นฝันใหญ่ของ Facebook!!!

https://www.youtube.com/watch?v=taC2ZKl9IsE

https://www.theverge.com/2021/10/14/22725894/facebook-augmented-reality-ar-glasses-ai-systems-ego4d-research

‘Shopee’ ลุยเปิดฉากมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ ‘Shopee 11.11 Big Sale’ ‘Shopee 11.11 Big Sale’ พร้อมต่อยอดพื้นที่โลกออนไลน์ ส่งต่อความสุขคืนสู่สังคม ผ่านโครงการ ‘ช้อปปี้ร่วมใจไฟท์โควิด’  

โครงการ ‘ช้อปปี้ร่วมใจไฟท์โควิด’ ชวนเหล่าเซเลบแถวหน้าของเมืองไทย พร้อมภาคีเครือข่าย
ร่วมกันมอบการให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกอีคอมเมิร์ซในช่วงมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์แห่งปี

กรุงเทพฯ, 21 ตุลาคม 2564 — ‘ช้อปปี้’ ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เร่งเครื่องเปิดฉากมกหรรมช้อปปิ้งออนไลน์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี ‘Shopee 11.11 Big Sale ’ กับจุดมุ่งหมายในการส่งต่อความสุขคืนสู่สังคมผ่านโลกออนไลน์ รวมพลังแข็งแกร่งกับเหล่าเซเลบริตี้ใจบุญจาก Shopee Celebrity Club นำโดย คุณตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ, คุณฮาน่า-ทัศนาวลัย จักรพงษ์, คุณเจสซี่-เจสสิกา ภาสะพันธุ์ และแบรนด์พันธมิตรชั้นนำบน Shopee Mall รวม 14 ราย มุ่งช่วยเหลือชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการ์ณโควิด-19 ผ่านโครงการ ‘ช้อปปี้ร่วมใจไฟท์โควิด’ ที่จัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซช้อปปี้ในการเชื่อมต่อเพื่อสนับสนุนความช่วยเหลือให้แก่ภาคสังคมทั้งในรูปแบบของการบริจาคเงินสมทบทุนละสิ่งของที่จำเป็นเพื่อส่งต่อกำลังใจ พร้อมสนับสนุนให้ภาคสังคมที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถฝ่าฟันก้าวพ้นทุกอุปสรรคครั้งนี้ไปด้วยกัน

โครงการ ‘ช้อปปี้ร่วมใจไฟท์โควิด’ ถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจช่วยเหลือภาคสังคมที่ทางช้อปปี้ดำเนินมาต่อเนื่อง อย่างโครงการ #ShopeeTogether โดยให้ความสำคัญในการช่วยเหลือ ต่อ ยอดโอกาสแห่งการให้ และช่วยสนับสนุนภาคสังคมไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการ์ความไม่แน่นอนต่างๆ อย่างสถานการณ์โควิด-19

นางสาวสุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “สำหรับการเปิดตัวแคมเปญ ‘Shopee 11.11 Big Sale’ ในปีนี้ ช้อปปี้มุ่งมั่นในการสรรสร้างประโยชน์เพื่อสังคมไทยในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากการยกระดับประสบการณ์การซื้อ-ขายบนโลกอีคอมเมิร์ซในทุกมิติแล้ว ช้อปปี้ได้มีการดำเนินหลากหลายกิจกรรมเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับจุดมุ่งหมายขององค์กร คือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการส่งความสุขคืนสู่สังคม โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่หลายฝ่ายกำลังเผชิญและต่อสู้กับความท้าทาย ช้อปปี้ขอยืนหยัดอยู่เคียงข้างทุกคน และขอเป็นส่วนหนึ่งในการจุดไฟดวงเล็กๆ ที่ส่งแสงสว่างผ่านแพลตฟอร์มของเรากับโครงการ ‘ช้อปปี้ร่วมใจไฟท์โควิด’ ที่เราได้รวมพลังความสามัคคีจากภาคีเครือข่ายที่ต่างมีความตั้งใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการส่งมอบการให้ที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้”

ปลุกระดมส่งต่อพลังแห่งการให้ ฝ่าฟันสถานการณ์โควิด-19 กับ 4 ภารกิจในโครงการ ‘ช้อปปี้ร่วมใจไฟท์โควิด’

  1. กล่องร่วมใจ (Goods Donation):  แบรนด์พันธมิตรรวมพลังสร้างสรรค์ส่งต่อ ‘กล่องร่วมใจ’ ที่รวบรวมของใช้จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันมาอย่างครบครับ อาทิ เจลล้างมืออนามัยแอลกอฮอล์จากเดทตอล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำจากฮาร์ปิค ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเส้นผมจากจอห์นสัน อาหารแห้ง ขนม และเครื่องดื่มจากพนมรุ้ง ซีเล็ค ออร่า โอวัลติน ไวไว โมโนริ และเอ็มมิลค์ โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกส่งมอบกล่องร่วมใจให้แก่กลุ่มเส้นด้าย และ Food For Fighters ผ่านร้านค้า Official Store ‘ShopeeTogether for Donation’ ที่ช้อปปี้ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ
  1. ทุกคำสั่งซื้อแทนกำลังใจ (Brand Donation): ทุกคำสั่งซื้อสินค้าของแบรนด์พันธมิตรบน Shopee Mall  อาทิ กันพลา วิลเลจ  สกายเวิร์ธ สมาร์ทโฮม และแอ๊ดด้า ฟุตแวร์ แบรนด์พันธมิตรขอร่วมสมทบทุนเพิ่ม 11 บาทเพื่อนำไปบริจาคแก่มูลนิธิและองค์กรการกุศลต่างๆ
  1. บริจาคออนไลน์ (E-Donation):  ผู้ใช้งานสามารถซื้อคูปองบริจาคโดยตรงในร้านค้าOfficial Store ของมูลนิธิและองค์กรการกุศลต่างๆ ที่ต้องการผ่านช้อปปี้แพลตฟอร์ม
  1. คอนเสิร์ตเพื่อสังคม รวมใจให้เป็นหนึ่ง (Charity Concert): ยกระดับการบริจาคผ่านช่องทางออนไลน์กับสุนทรียะความบันเทิงขั้นสุดบน Shopee Live ที่ช้อปปี้จะรวมเหล่ดาราและเซเลบริตี้ชื่อดังมาร่วมมอบความสุขผ่านเสียงร้องเพลงและดนตรีเพราะๆ ให้ผู้ใช้งานช้อปปี้ได้มาร่วมช่วยเหลือสังคมกันอย่างอิ่มเอมใจ

นอกจากนี้ ช้อปปี้ยังสนับสนุนการบริจาคผ่าน ‘ShopeePay’ ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินผ่าน Mobile Wallet ชั้นนำจาก SeaMoney ทั้งบนช้อปปี้แพลตฟอร์มและบน ShopeePay เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้ผู้ใช้งานได้มีตัวเลือกในการบริจาคหลากหลายช่องทางมากขึ้น

ทุกการบริจาคจากผู้ใช้งาน ช้อปปี้และเหล่าภาคีเครือข่ายจะส่งตรงความช่วยเหลือสู่สังคมไทยผ่าน มากกว่า 30 พันธมิตรมูลนิธิและองค์กรการกุศลทั่วประเทศ อาทิ สภากาชาดไทย, ศิริราชมูลนิธิ, มูลนิธิรามาธิบดีฯ, มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย, มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชน, มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิกระจกเงา, กลุ่มเส้นด้าย, โครงการสหประชาชาติ (UNDP) ร่วมกับ Food For Fighters, สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และอื่นๆ อีกมากมาย โดยองค์กรเหล่านี้จะเป็นตัวกลางในการแจกจ่ายความช่วยเหลือถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างทั่วถึง

ภายในงานการเปิดตัวมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ ‘Shopee 11.11 Big Sale’  ยังได้รับเกียรติจาก คุณตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ ศิลปินแถวหน้าของเมืองไทยจาก Shopee Celebrity Club เจ้าของแบรนด์ Soulgood ร่วมพูดคุยถึงโครงการ ‘ช้อปปี้ร่วมใจไฟท์โควิด’กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำบุญครั้งใหญ่กับช้อปปี้ ด้วยสถานการ์ณความยากลำบากที่ชาวไทยกำลังเผชิญ เราตั้งใจอยากแบ่งปันความช่วยเหลือ พร้อมทั้งสร้างการตระหนักในวงกว้างถึงการให้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของพลังที่ช่วยส่งต่อลมหายใจให้อีกหลายชีวิต เราต้องขอขอบคุณทางช้อปปี้ที่เป็นสะพานบุญสร้างแรงขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่และหลอมลวมพลังจากผู้มีจิตกุศลในทุกภาคส่วน และขอใช้โอกาสนี้เชิญชวนชาวไทยมาร่วมทำบุญช่วยกันคนละเล็กละน้อย เพราะทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการผลักดันสังคมและช่วยให้คนไทยก้าวผ่านสถานการ์ณโควิด-19 ไปด้วยกันให้เร็วที่สุด”

“ช้อปปี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ใช้งานชาวไทยจะได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ที่ดีที่สุดในช่วงปลายปีนี้กับ ‘Shopee 11.11 Big Sale’  ซึ่งความพิเศษของปีนี้คือผู้ใช้งานจะได้พบกับประสบการณ์ที่ไม่ได้เพียงแต่สร้างความบันเทิงให้ตัวเอง แต่เป็นการส่งความสุขคืนสู่สังคมผ่านการเปิดช่องทางธารน้ำใจให้ทุกคนเข้าถึงและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมกับช้อปปี้ โดยเราต้องขอขอบคุณภาคีเครือข่ายพันธมิตรทุกรายที่ร่วมกันทำภารกิจเพื่อสังคมครั้งนี้ด้วยกัน เราเชื่อว่าด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่ายจะทำให้ชาวไทยกลับมายิ้มได้อีกครั้ง โดยช้อปปี้พร้อมเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีบนแพลตฟอร์มของเราเพื่อรวบรวมกำลังใจของทุกภาคส่วน พร้อมรวมพลังสู้ไปด้วยกัน” นางสาวสุชญา กล่าวปิดท้าย

ช้อปปี้ขอเชิญชวนนักช้อปร่วมเป็นส่วนสำคัญในโครงการเพื่อสังคม ‘ช้อปปี้ร่วมใจไฟท์โควิด’ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของปี ‘Shopee 11.11 Big Sale’ ให้ชาวไทยทุกคนเต็มอิ่มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข สามารถติดตามรายละเอียดและร่วมบริจาคผ่านแพลตฟอร์มช้อปปี้ได้ตั้งแต่วันนี้ – 12 ธันวาคม 2564 ที่ https://shopee.co.th/m/shopee-ruam-jai

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันช้อปปี้ได้ฟรีจาก App Store, Google Play Store และ App Gallery

—-

เกี่ยวกับ Shopee (ช้อปปี้)

Shopee เป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อระหว่าง ผู้บริโภค แบรนด์ และผู้ขายในทั่วภูมิภาคเอเชียและในตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนให้ทุกคนสามารถซื้อ-ขายได้อย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลา

Shopee ส่งมอบความสะดวกสบาย ปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้ใช้งานหลายล้านคนให้มีความเพลิดเพลินกับการเข้าใช้งานบนแพลตฟอร์มของเราในทุกๆวัน ด้วยการนำเสนอสินค้าที่หลากหลาย พร้อมด้วยระบบการชำระเงินและการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ รวมถึงการสร้างความบันเทิงผ่านหลากหลายฟีเจอร์ที่คัดสรรมาเพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้งานในแต่ละตลาดโดยเฉพาะ ขณะเดียวกัน Shopee เข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค ด้วยมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการและแบรนด์สินค้าต่างๆ สามารถบรรลุเป้าหมายและประสบผลสำเร็จได้ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

Shopee อยู่ในกลุ่มของ บริษัท Sea (NYSE:SE) ผู้นำทางด้านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเพื่อผู้ใช้งานในระดับโลก นอกเหนือจาก Shopee แล้ว Sea ยังมีธุรกิจหลักครอบคลุมทั้งในส่วนดิจิทัล เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ภายใต้ชื่อ การีนา และ บริการด้านการเงินแบบดิจิทัลภายใต้ชื่อ ซีมันนี่ Sea มีพันธกิจที่จะมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค และผู้ประกอบการรายย่อยให้ดียิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีอันล้ำหน้า

คนไทยพร้อมเที่ยว! Booking.com เผย 7 การคาดการณ์ของ การท่องเที่ยวในปี 2565 ที่เตรียมคัมแบคกลับมาอย่างยิ่งใหญ่

ความหวังต่ออนาคตอันสดใสของชาวไทยเติมเต็มความต้องการรับ New Normal และกลับออกไปสำรวจโลกกว้างอย่างเต็มที่ในปีหน้า

กรุงเทพฯ 21 ตุลาคม 2564 – บริบทของการเดินทางท่องเที่ยวได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและยังคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา โดยส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อทุกแง่มุมในชีวิตประจำวันของเรา  ทั้งหมดเป็นผลสืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของครั้งใหญ่ของโควิด-19 ที่ได้ผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าและปรับตัวให้เข้ากับ “New Normal” หรือความปกติใหม่ที่เกิดขึ้น และแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะยังคงดำเนินอยู่ต่อไป แต่หลายๆ คนก็เริ่มมีความหวังต่อสถานการณ์ในตอนนี้และพร้อมคัมแบคกลับไปท่องเที่ยวกันแล้ว

ปี 2565 จะเป็นปีที่เราเริ่มคุ้นชินและปรับตัวรับกับสถานการณ์ไม่คาดคิดได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเริ่มเดินหน้าวางแผนการเดินทางเพื่อชดเชยการท่องเที่ยวที่หายไป โดยจำนวนของผู้เดินทางทั่วโลกที่รู้สึกว่าพวกเขาจำเป็นต้องวางแผนการเดินทางเพิ่มขึ้นถึง 52% จากปีที่แล้ว* โดยการคาดการณ์ของ Booking.com1 เผยให้เห็นว่า ผู้คนจะเริ่มจุดประกายจิตวิญญาณในการท่องเที่ยวให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง และในปีหน้าผู้เดินทางจะทำทุกทริปการเดินทางของพวกเขาให้มีความหมายมากกว่าที่เคย ซึ่ง Booking.com ขอเผย 7 การคาดการณ์ต่ออนาคตการเดินทางท่องเที่ยวไทยในปี 2565 ดังนี้

  1. ทริปเติมพลัง และวิตามินของจิตใจ

ในปี 2565 การได้ออกเดินทางท่องเที่ยวจะได้รับการยกระดับให้เป็นวิถีของการเยียวยาร่างกายและปลอบประโลมจิตใจ ที่เห็นผลกว่าการออกกำลังกายหรือการนั่งสมาธิเป็นประจำ โดย 86% ของผู้เดินทางชาวไทยระบุว่า การเดินทางส่งผลดีต่อจิตใจและอารมณ์ของพวกเขาได้มากกว่าการผ่อนคลายในรูปแบบอื่นๆ เนื่องจากในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาเราทุกคนต่างต้องเจอกับการเดินทางที่ถูกจำกัด จากกฎเกณฑ์ที่ปรับและเปลี่ยนไปแบบวันต่อวัน และทำให้เราได้ตระหนักถึงประโยชน์ของการเดินทางที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจของเราเป็นอย่างดี ซึ่งเกือบสองในสาม (62%) ของผู้เดินทางชาวไทย ได้ค้นพบว่าการเดินทางมีความสำคัญต่อสุขภาพกายและใจอย่างมาก ในช่วงที่ไม่สามารถออกเดินทางได้ และ 89% ของผู้เดินทางระบุว่า การได้มีแผนท่องเที่ยวหรือวางแผนไว้แล้วสำหรับวันหยุด ส่งผลที่ดีต่อจิตใจของพวกเขา

  1. นิยามใหม่ของขอบเขตการทำงานนอกออฟฟิศ

ในช่วงที่การแพร่ระบาดส่งผลกระทบอย่างหนัก บ้านในแทบจะทุกมุมโลกได้กลายเป็นที่ทำงานของพวกเราทุกคนไปด้วย และตอนนั้นเองที่ผู้คนได้เริ่มสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ในการทำงานนอกออฟฟิศ อย่างไรก็ตามในปี 2565 ที่จะถึงนี้ เราจะได้เห็นผู้คนจำนวนมากลุกขึ้นมาทวงคืนอำนาจในการควบคุมเวลาของชีวิตตัวเอง เพื่อขีดเส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตให้มีความชัดเจนและสมดุลยิ่งขึ้น โดยในปี 2565 นั้น สามในสี่ของผู้เดินทาง (76%) จะทำให้ทริปพักผ่อนเป็นช่วงเวลาที่ปลอดงานอย่างแท้จริง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่แทบจะทำไม่ได้จริงในปี 2564 ด้วยความที่การใช้ชีวิตภายในบ้าน และการทำงานเป็นกิจกรรมที่ต้องทำสลับกันไปภายในที่เดียว

แม้ว่าการทำงานนอกออฟฟิศจะทำให้เราบริหารเวลาได้เอง แต่ในปี 2565 จำนวนครึ่งหนึ่งผู้เดินทางชาวไทย (50%) ก็เลือกที่จะลดเวลาพักร้อนให้สั้นลง ถ้าพวกเขาสามารถปิดการสื่อสารเรื่องงานในทุกช่องทางได้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง (50%) เลือกที่จะเพิ่มเวลาพักร้อนให้ยาวขึ้น และทำงานในระหว่างพักผ่อนสลับกันไป

  1. สัมผัสความรู้สึก ครั้งแรก‘ กันอีกครั้ง

ยังจำความรู้สึกตอนที่คุณขึ้นเครื่องบินครั้งแรกได้ไหม แล้วความรู้สึกครั้งแรกที่ได้เช็คอินเข้าพักโรงแรมล่ะ เป็นอย่างไร?หลังจากที่รู้สึกเหมือน “ถูกขัง” มายาวนาน แทนที่จะรีบร้อนออกเดินทางตามรูปแบบเดิมๆ ผู้เดินทางจำนวนมากเลือกที่จะแต่งเสริมเติมความสุขของการเดินทางในปี 2565 ให้มีสีสันและมีความหมายมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น การจัดเพลย์ลิสต์ไปฟังบนรถเช่า หรือค้นหาของอร่อยที่มีจำหน่ายในร้านค้าปลอดภาษีแบบล่วงหน้า เรื่องเดิมๆ ที่ดูน่าเบื่อของการเดินทางในอดีตอย่างการนั่งเหม่อมองไปนอกหน้าต่างรถไฟ เพื่อชมทิวทัศน์ข้างทางที่เลื่อนผ่านแบบเบลอๆ หรือการเดินหลงทางบนถนนขรุขระแถมต้องเดินต้านลมกระโชกแรงเพียงเพื่อไปรับกุญแจบ้านพักที่เช่าไว้ จะกลายเป็นเรื่องที่น่าสนุกของกลุ่มผู้เดินทางจำนวน 80% ที่ระบุว่าการท่องเที่ยวจะสนุกขึ้น ถ้าในระหว่างการเดินทางมีเรื่องราวให้น่าจดจำเหมือนเป็นหนึ่งในกิจกรรมของทริปนั้นๆ

“ครั้งแรก” ของแต่ละทริปในปี 2565 จะเป็นช่วงเวลาอันหอมหวานน่าจดจำ ซึ่งการที่ผู้เดินทางได้สัมผัสถึงความสุขใจ และความพึงพอใจกับเรื่องเล็กๆ ก็จะช่วยปรับอารมณ์ให้สดใสขึ้นได้ในทันที โดยผู้เดินทางส่วนใหญ่กล่าวว่าความพึงพอใจแบบเรียบง่ายอย่างเช่น การออกไปเจอแสงแดดสดใส (69%) ที่กำลังกระทบผิว หรือได้เห็นสายน้ำสุดลูกหูลูกตา ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเล หรือทะเลสาบ (91%) ก็สามารถทำให้พวกเขามีความสุขขึ้นมาอย่างง่ายดาย หรือแม้จะต้องเผชิญกับประสบการณ์การหลงทิศ หลงทาง ขึ้นรถไฟ หรือรถเมล์ผิดสายในเมืองใหม่ที่ไม่มีใครเข้าใจภาษาเรา แต่ 80% ของผู้เดินทางต่างบอกว่า พวกเขาก็จะสนุกไปกับสิ่งเหล่านั้นอยู่ดี 

  1. ชุมชนต้องมาก่อน

ในปี 2565 ความต้องการสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดจะกลายมาเป็นความต้องการของผู้เดินทางในระหว่างท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน เนื่องจากเราจะพยายามวางแผนเที่ยวอย่างใส่ใจในทุกครั้ง และทำให้แน่ใจว่าเราสร้างผลกระทบในเชิงบวกต่อสถานที่ที่เราไปเที่ยวพักผ่อน และผู้อยู่อาศัยในย่านนั้น

โดย 74% ของผู้เดินทางชาวไทยเห็นด้วยว่า การเดินทางของพวกเขาควรจะสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นที่เป็นจุดหมายของการเดินทาง และ 82% อยากให้มีแอปหรือเว็บไซต์ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่ชุมชนท้องถิ่นจะได้รับประโยชน์ในเชิงบวก หากธุรกิจท่องเที่ยวภายในชุมชนนั้นเติบโตขึ้น นอกจากนี้ 85%3 ต้องการให้เงินที่ใช้จ่ายไประหว่างท่องเที่ยวของพวกเขาส่งผลเชิงบวก หรือพัฒนาชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ และ 85%3 ก็ต้องการสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สะท้อนวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นนั้นๆ อย่างแท้จริง

  1. ปัดขวาให้กับจุดหมายใหม่ๆ และผู้คนหน้าใหม่

สำหรับหลายคนนั้นการแพร่ระบาดทำให้ได้ใช้เวลานานขึ้นอย่างจริงจังกับเพื่อนสนิทหรือคนที่รัก แต่การท่องเที่ยวในปี 2565 จะเป็นโอกาสของการขยับขยาย สานสายสัมพันธ์ใหม่ๆ  เนื่องจาก 76% ของผู้เดินทางชาวไทยระบุว่า ต้องการพบปะผู้คนใหม่ ๆ ระหว่างเดินทาง เราจึงคาดว่าจะได้เห็นผู้เดินทางเปลี่ยนทริปพักร้อนให้เป็นช่วงเวลาทองของการต่อเติมเสริมเครือข่ายทางสังคมของพวกเขาให้กว้างไกลยิ่งขึ้น โดยผู้เดินทาง 81% ตั้งตารอการเข้าสังคม และพบปะผู้คนระหว่างช่วงท่องเที่ยว และ 74% ต้องการเข้าพักในที่พักไหนก็ได้ที่อยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืน

ผู้คนต่างต้องการความสัมพันธ์เพื่อเติมเต็มความหมายของชีวิต เราจึงคาดการณ์ถึงโอกาสฟื้นตัวของการท่องเที่ยวพักผ่อนแบบโรแมนติก เพราะต่างคนต่างก็เริ่มเบื่อกับการปัดเลือกคู่เดตหน้าเดิมๆ ในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา และหลังจากนี้ผู้คนจะเริ่มใช้แอปพลิเคชันโปรดของพวกเขาในการหาคู่เดตได้อย่างเต็มที่ในระหว่างทริปพักผ่อนของปี 2565 เพราะการเดินคือปัจจัยสำคัญสู่โอกาสในการออกตามหารักกัน ผ่านสถานที่ใหม่ๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยผู้คนหน้าใหม่ โดยมีผู้เดินทางถึง 75% ที่หวังว่าจะพบกับโอกาสสุดโรแมนติกนั้นในทริปครั้งต่อไป

  1. แค่ตอบว่า ไปสิ

หลังจากที่ถูก “ห้าม” มานาน ตอนนี้ผู้เดินทางต่างเริ่มหันมาคิดในเชิงบวกและมองสถานการณ์ของปี 2565 อย่างมีความหวังมากขึ้น ซึ่งอันที่จริงแล้ว 69% ของผู้เดินทางจะพยายามหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก และเลือกทริปท่องเที่ยวแบบยืดหยุ่น ที่สามารถปรับแต่งไปตามสถานการณ์ตรงหน้าได้ มากกว่าการวางแผนเที่ยวแบบละเอียดอัดกิจกรรมจนแน่นตารางในทุกวัน ในปี 2565 ที่จะมาถึงนี้การเดินทางจะเป็นแบบไร้แผนมากขึ้น เพราะผู้คนเคยรับมือกับเรื่องหักมุมหรือไม่คาดฝันมาแล้ว ดังนั้นหากต้องเจอเหตุการณ์เหนือความคาดหมายเมื่อออกทริปผู้เดินทางก็จะตอบว่า “แล้วไงล่ะ ลุยเลย!” อย่างมั่นใจ สำหรับการเลือกเพื่อนร่วมทาง พวกเขาจะเลือกเพื่อนที่พร้อมจะตอบว่า “ไปสิ” แบบไม่ต้องคิดเยอะ โดยกว่าครึ่งของผู้เดินทาง (55%) ต่างวางแผนที่จะออกเดินทางไปกับเพื่อนที่พร้อมไปไหนไปกันแม้จะต้องปรับแผนตามสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันสักกี่ครั้งก็ตาม

เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านการเดินทาง ผู้เดินทางจำนวน 83% เห็นด้วยว่า พวกเขาพร้อมจะตอบว่า ‘ไปสิ’ กับทุกแผนเที่ยว ถ้ามีงบเหลือเพียงพอ และสำหรับ 59% ที่คอยเก็บเล็กผสมน้อยด้วยการไม่ไปทริปใหญ่ ๆ เลยนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการแพร่ระบาด เรื่องเงินก็ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจของพวกเขาสำหรับทริปที่จะไปในปีหน้า ส่วน 77% ของผู้เดินทางระบุว่าพวกเขา เปิดกว้างมากขึ้น และพร้อมท่องเที่ยวในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม

และในปี 2565 เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้เดินทางพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ด้วยการนำเสนอตัวเลือกที่รองรับการจองในระหว่างการเดินทาง และความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนแผน โดย 75% ของผู้เดินทางมองหานวัตกรรมล้ำหน้าที่สามารถนำเสนอ “สิ่งที่เหนือความคาดหมาย” หรือตัวเลือกสุดเซอร์ไพรส์สำหรับประสบการณ์เดินทางรูปแบบใหม่ที่ระบบคัดเลือกขึ้นมาแนะนำ โดยอิงจากรูปแบบการเดินทางที่เคยเลือก หรืองบประมาณที่ใช้ในทริปที่ผ่านๆ มา เพื่อช่วยให้ผู้เดินทางไม่พลาดโอกาสที่จะได้เปิดหูเปิดตา และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่

  1. ยอมรับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้

ความไม่แน่นอนของการเดินทางจะยังคงดำเนินต่อไปในปี 2565 โดยที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือปัญหาอะไรที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในระหว่างทาง แต่ผู้คนก็พร้อมที่จะรับมือกับทุกสิ่ง โดยกว่า 83% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยว่า เทคโนโลยีช่วยคลายความกังวลในระหว่างเดินทางได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ เราจึงคาดหวังที่จะเห็นการใช้เทคโนโลยีเชิงพยากรณ์ที่แพร่หลายยิ่งขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ผู้เดินทางมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการตัดสินใจ โดย 83% ของผู้เดินทางสนใจในนวัตกรรมการให้บริการที่คาดการณ์รายชื่อประเทศที่ปลอดภัยสำหรับการเดินทางได้ แม้จะเป็นการคาดการณ์หลายเดือนล่วงหน้าก็ตาม และ 85% สนใจในเทคโนโลยีที่ช่วยแนะนำจุดหมายปลายทางที่เดินทางเข้าประเทศได้ง่าย ณ ปัจจุบันแบบอัตโนมัติ โดยอ้างอิงจากกฎข้อบังคับล่าสุดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในแต่ละประเทศ และจุดหมายปลายทาง

ถึงแม้ว่าการคาดการณ์จากแมชชีนเลิร์นนิงจะแม่นยำเพียงใด แต่การที่จะทำให้ทุกคนเปิดใจยอมรับชีวิตวิถีใหม่ที่แทบไม่มีอะไรแน่นอนเลยนั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวควรจะร่วมมือกันให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาและมอบความยืดหยุ่นด้านการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยว เพราะสิ่งที่ผู้เดินทางให้ความสำคัญมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ การที่มั่นใจว่าจะไม่เสียเงินไปเปล่า ๆ (33%) สามารถยกเลิกได้ (27%) และสามารถเลื่อนวันได้ฟรี (32%) 

นางสาวมิเชล เกา ผู้จัดการประจำภูมิภาคประจำกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงของ Booking.com กล่าวว่า “ในขณะที่มองการณ์ไกลไปถึงวันข้างหน้า เรามองเห็นคลื่นของความตื่นตัว และความใจจดใจจ่อของผู้คนที่เฝ้ารอวันจะได้กลับไปเดินทางกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศก็ตาม หรืออาจจะเป็นความตื่นเต้นของการได้ตอบว่า ‘ไปสิ’ กับแผนการเดินทางตรงหน้า ไม่ว่าจะแผนเล็กหรือแผนใหญ่ ซึ่งเราจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยพันธกิจของเราที่มุ่งมั่นอำนวยความสะดวกให้ทุกคนได้ทำอย่างที่ใจต้องการได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น โดยเราพร้อมที่จะสนับสนุนผู้เดินทาง ด้วยการนำเสนอตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลายที่สุด คุ้มค่าคุ้มราคา ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการจองที่ง่ายที่สุด ไม่ว่าจะทำการจองจากที่ไหน และอุปกรณ์ใดก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้คนได้ทวงคืนพลังจากการเดินทาง และเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ท่องเที่ยวและสำรวจโลกกว้างที่มีคุณค่าและน่าจดจำกันอีกครั้ง”

รายละเอียดเพิ่มเติมจาก Booking.com สำหรับเทรนด์ใหม่แห่งอนาคตของการเดินทาง โปรดไปที่ https://www.booking.com/c/trends/travelpredictions2022.th.html

#######

รายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บข้อมูล:

*63% vs 42% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว2

การสำรวจเพื่อคาดการณ์เทรนด์ท่องเที่ยวปี 2565 ดำเนินการโดย Booking.com โดยได้สอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใหญ่ซึ่งวางแผนที่จะเดินทางทริปธุรกิจหรือทริปพักผ่อนในช่วง 12-24 เดือนข้างหน้า ผู้เข้าร่วมการสำรวจมีจำนวนทั้งหมด 24,055 คนใน 31 ประเทศและดินแดน (โดยมาจากอาร์เจนตินา 501 คน ออสเตรเลีย 1,003 คน เบลเยียม 500 คน บราซิล 1,001 คน แคนาดา 500 คน จีน 1,000 คน โคลอมเบีย 1,007 คน โครเอเชีย 1,001 คน เดนมาร์ก 508 คน ฝรั่งเศส 1,002 คน เยอรมนี 1,000 คน ฮ่องกง 1,005 คน อินเดีย 1,000 คน อิสราเอล 502 คน อิตาลี 1,003 คน ญี่ปุ่น 1,002 คน เม็กซิโก 500 คน เนเธอร์แลนด์ 501 คน นิวซีแลนด์ 501 คน เปรู 500 คน รัสเซีย 1,000 คน สิงคโปร์ 1,005 คน เกาหลีใต้ 1,002 คน สเปน 1,002 คน สวีเดน 501 คน สวิตเซอร์แลนด์ 501 คน ไต้หวัน 504 คน ไทย 500 คน สหราชอาณาจักร 1,000 คน สหรัฐอเมริกา 1,002 คน และเวียดนาม 501 คน) ผู้เข้าร่วมได้ทำแบบสอบถามทางออนไลน์ในเดือนสิงหาคม 2564

การสำรวจเกี่ยวกับอนาคตของการเดินทางดำเนินการโดย Booking.com โดยได้สอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใหญ่ซึ่งได้เดินทางทริปธุรกิจหรือทริปพักผ่อนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และต้องมีแผนที่จะเดินทางในช่วง 12 เดือนนับจากนี้ (หาก/เมื่อมีการยกเลิกการจำกัดการเดินทาง) ผู้เข้าร่วมการสำรวจมีจำนวนทั้งหมด 20,934 คนใน 28 ประเทศและดินแดน (โดยมาจากสหรัฐอเมริกา 999 คน แคนาดา 496 คน เม็กซิโก 497 คน โคลอมเบีย 997 คน บราซิล 999 คน อาร์เจนตินา 499 คน ออสเตรเลีย 995 คน นิวซีแลนด์ 499 คน สเปน 999 คน อิตาลี 996 คน ฝรั่งเศส 996 คน สหราชอาณาจักร 999 คน เยอรมนี 996 คน เนเธอร์แลนด์ 498 คน เดนมาร์ก 499 คน สวีเดน 499 คน โครเอเชีย 498 คน รัสเซีย 1,001 คน อิสราเอล 498 คน อินเดีย 997 คน จีน 994 คน ฮ่องกง 499 คน ไทย 497 คน สิงคโปร์ 496 คน ไต้หวัน 499 คน เกาหลีใต้ 997 คน เวียดนาม 500 คน และญี่ปุ่น 995 คน) ผู้เข้าร่วมได้ทำแบบสอบถามทางออนไลน์ในเดือนกรกฎาคม 2563

3 การสำรวจเรื่องรายงานการเดินทางอย่างยั่งยืนปี 2021 ดำเนินการโดย Booking.com ซึ่งได้สอบถามกลุ่มตัวอย่างด้วยตนเองจำนวน 29,349 คนใน 30 ประเทศและดินแดน (สหรัฐอเมริกา 1,000 คน แคนาดา 1,007 คน เม็กซิโก 1,000 คน โคลอมเบีย 964 คน บราซิล 1,000 คน อาร์เจนตินา 1,000 คน ออสเตรเลีย 999 คน นิวซีแลนด์ 941 คน สเปน 1,001 คน อิตาลี 1,000 คน ฝรั่งเศส 1,000 คน สหราชอาณาจักร 1,000 คน เยอรมนี 1,000 คน เนเธอร์แลนด์ 1,003 คน เดนมาร์ก 986 คน สวีเดน 1,000 คน โครเอเชีย 997 คน รัสเซีย 1,005 คน อิสราเอล 1,003 คน อินเดีย 1,000 คน จีน 1,000 คน ฮ่องกง 1,005 คน ไทย 968 คน สิงคโปร์ 963 คน ไต้หวัน 1,000 คน เวียดนาม 1,005 คน เกาหลีใต้ 1,000 คน ญี่ปุ่น 1,000 คน แอฟริกาใต้ 1,002 คน และเคนยา 500 คน) ผู้ที่จะเข้าร่วมทำแบบสอบถามนี้ได้จะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ได้เดินทางอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาและต้องกำลังวางแผนทริปสำหรับปี 2564 รวมทั้งเป็นผู้ตัดสินใจหลักหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเดินทางของตนเอง แบบสอบถามนี้เปิดให้ทำทางออนไลน์ในเดือนมีนาคม 2564

#######

เกี่ยวกับ Booking.com:

Booking.com เป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการเดินทางระดับโลก  และเป็นส่วนหนึ่งของ Booking Holdings Inc. (NASDAQ: BKNG) Booking.com มีพันธกิจ คือ ช่วยให้ทุกคนได้ออกไปสัมผัสโลกกว้างได้ง่ายดายยิ่งขึ้น เมื่อสถานการณ์ปลอดภัย จึงลงทุนพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการเดินทาง และเชื่อมโยงผู้เดินทางหลายล้านคนเข้ากับประสบการณ์ที่น่าจดจำ ตัวเลือกด้านการเดินทางต่าง ๆ และที่พักน่าทึ่งได้อย่างราบรื่น ตั้งแต่บ้านพักไปจนถึงโรงแรม และที่พักประเภทอื่น ๆ อีกมากมาย ในฐานะที่เป็นตลาดออนไลน์ด้านการเดินทางที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเสนอบริการทั้งจากแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและยอมรับมาอย่างยาวนานและจากผู้ประกอบการทุกขนาด Booking.com ได้ช่วยให้ที่พักทั่วทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและทำให้ธุรกิจของที่พักเติบโต Booking.com ให้บริการใน 44 ภาษา มีตัวเลือกสำหรับเข้าพักทั้งหมดมากกว่า 28 ล้านรายการ โดยในจำนวนนี้รวมตัวเลือกบ้านพัก อพาร์ตเมนต์ และที่พักน่าทึ่งประเภทอื่น ๆ กว่า 6.6 ล้านรายการ ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหนหรือทำอะไร Booking.com ก็พร้อมช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายดายและมีบริการช่วยเหลือลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง

ติดตามเราบน Twitter และ Instagram หรือกดถูกใจเราได้ที่ Facebook หากต้องการดูข่าวสาร ข้อมูล และข้อมูลเชิงลึกล่าสุด โปรดไปที่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารจากทั่วโลกของเรา