https://www.facebook.com/turakij4.0

เจดีเซ็นทรัล เผยทิศทางธุรกิจ ปี 64 ตั้งธงมุ่งการเติบโตร่วมกับคู่ค้าอย่างยั่งยืน ผ่านคุณภาพ ราคา และการบริการ พร้อมยกระดับอีคอมเมิร์ซเมืองไทย ส่งเสริมคู่ค้าสู่ตลาดโลก

เจดีเซ็นทรัล จัดงาน JD CENTRAL JOYFUL AWARDS 2021 มอบรางวัลให้กับสุดยอดแบรนด์บนแพลตฟอร์ม JD CENTRAL เป็นครั้งแรก เพื่อตอกย้ำมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของคู่ค้าและพันธมิตร  เปิดเทรนด์ธุรกิจ E-Commerce ปี 2021 และทิศทางการเติบโตของเจดีเซ็นทรัล เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นอันดับ 1 ในธุรกิจออนไลน์ พร้อมยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ช และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นายวินเซนต์ หยาง ประธานกรรมการบริหารพร้อมด้วยนายก่อลาภ สุวัชรังกูร ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เจดีเซ็นทรัล ผู้นำด้านเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย ร่วมกันเปิดเผยถึงแนวโน้มการเติบโตของเจดีเซ็นทรัล ในงาน JD CENTRAL JOYFUL AWARDS ว่า ในปี2020 เจดีเซ็นทรัลมียอดขายเติบโตสูงถึง 169 %

สำหรับปี 2021 เจดีเซ็นทรัล ตั้งใจจะพัฒนาระบบอีโคซิสเต็มและโซลูชั่นต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนทั้งผู้ขาย Seller และลูกค้าผู้ใช้บริการ โดยพัฒนาทั้ง 4 ด้านหลัก ได้แก่

·   JOY TECHNOLOGY โดยยังเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ผู้ขายสามารถจัดการร้านค้าออนไลน์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยปีนี้จะมีไฮไลท์อย่าง ฟีเจอร์ใหม่ที่จะเปิดตัว One-click Solution ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ขายเพียงการคลิกครั้งเดียว นอกจากนี้ยังมี ระบบ QPS Model ให้คะแนนร้านค้าโดยแบ่งเป็น 3 ด้าน คุณภาพ (Quality) เน้นคุณภาพของสินค้า คุณสมบัติตรงตามที่ประกาศลงสินค้าไว้ ราคา (Price) ราคาที่คุ้มค่าที่สุดสมเหตุผล และมีโปรโชมั่นให้ลูกค้าได้เลือก และ การบริการ (Service) ตั้งแต่การสอบถาม สั่งซื้อ ไปตลอดจนบริการหลังการขาย

·      JOY RETAIL SOLUTION ปีนี้ยังพัฒนาโซลูชั่นต่างๆ เพื่อสนับสนุนผู้ขาย Seller ซึ่งเป็นโซลูชั่นที่ช่วยเหลือผู้ขายในทุกขนาดให้สามารถเลือกใช้งานได้ไม่ว่าจะเป็น Service Analysis ระบบช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการให้บริการ Competitor Analysis วิเคราะห์คู่แข่ง Industry Analysis วิเคราะห์ภาพรวมของอุตสาหกรรม และนอกจากนี้ยังมี JOY University ที่จะคอยช่วยเหลือผู้ขายรายย่อย และ SME โดยจะสอนการใช้งานเครื่องมือต่างๆ แบบละเอียดทีละขั้นตอน ถึงแม้จะไม่ถนัดการใช้งานเทคโนโลยีก็จะสามารถเรียนรู้จนใช้ได้อย่างชำนาญ

·      JOY MARKETING ปีนี้จะเพิ่มในส่วนของระบบ CRM ที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ของ E-Voucher และมีพาร์ทเนอร์ใหม่ๆที่เข้าร่วมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพัฒนาในส่วนของ Online Marketing Ad Solutions ให้กับผู้ขายให้สามารถใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยสามารถจัดการโฆษณาร้านค้าของตัวเองในทุกแพลตฟอร์ม ได้จากช่องทางหลัก

·   JOY FULFILLMENT ยังคงเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และเน้นการใช้บริการเป็นสำคัญ โดยปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มอัตราการให้บริการส่งของให้ถึงมือลูกค้าภายในวันถัดไป สูงขึ้น 100 %

สำหรับงาน JD CENTRAL JOYFUL AWARDS นี้ จัดขึ้นเพื่อมอบรางวัลให้กับสุดยอดแบรนด์เป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้ค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ หรือขนาดกลาง รวมถึงกลุ่มร้านค้า SME บนแพลตฟอร์มเจดีเซ็นทรัล ที่มีความโดดเด่น และได้รับการโหวตจากผู้ใช้งานของเรา โดยรวมทั้งหมด 9 สาขา จำนวน 23 รางวัล อีกทั้งเพื่ออัปเดตถึงทิศทางการดำเนินงานของเจดีเซ็นทรัล ในปีนี้

ในงาน ยังได้จัดสัมมนาเรื่อง เทรนด์ของธุรกิจ Ecommerce ในไทย และบทบาทของ Ecommerce ต่อระบบเศรษฐกิจของไทย โดยได้รับเกียรติจาก คุณฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ – รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) มาร่วมบรรยาย เพื่อเป็นการติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการไว้ใช้วางแผนหรือปรับตัวในการดำเนินธุรกิจต่อไป

โดย คุณฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า “ภาพรวมของตลาด e-commerce ปัจจุบันยังมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มูลค่ามากกว่า 4 ล้านล้านบาทในค.ศ. 2562 เติบโตกว่าร้อยละ 6.9 จากค.ศ. 2561 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในค.ศ. 2563 จากการแพร่ระบาดของโควิดเป็นปัจจัยหลักทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค และการดำเนินชีวิตสู่ความปกติใหม่ หรือ New Normal เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาด ผ่านการทำกิจกรรมทางธุรกิจและการค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น โดยในประเทศไทยกิจกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 40 ดำเนินการบนโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Line, Instagram หรือ Social Commerce ขณะที่ร้อยละ 35 ใช้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม (E-Marketing Place) ในการดำเนินธุรกิจ และร้อยละ 25 เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของแบรนด์สินค้า จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อย หรือธุรกิจ SME ที่สามารถใช้ช่องทางออนไลน์ในการจำหน่ายสินค้า ที่สามารถเลือกรูปแบบของแพลตฟอร์มให้ตรงเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน หรือร้านค้าซึ่งต้องใช้ต้นทุนที่มาก”

สำหรับรางวัล JD CENTRAL JOYFUL AWARDS จัดขึ้นเป็นครั้งแรก มีรางวัลในสาขาต่างๆ รวม 9 สาขา และมีผู้ได้รับรางวัล ดังนี้

1. รางวัล SUPER JOY AWARD มอบให้แบรนด์หรือผู้ขายที่มีความเป็นเลิศในทุกด้าน ได้แก่ Foremost

2. รางวัล JOY Users’ Choice เป็นรางวัลที่โหวตมาจากนักช้อป ได้แก่ Adidas

3. รางวัล JOY Most Trusted Seller มอบให้กับผู้ขายที่มียอดขายสินค้าสูง ยอดส่งคืนสินค้าต่ำ โดยผู้ได้รับรางวัลคือ KONIG Official Store

4. รางวัล JOY Most Rising Star มอบให้กับแบรนด์หรือผู้ขาย ที่ช่วยเพิ่มลูกค้าใหม่ๆ ให้กับเจดีเซ็นทรัลได้มากที่สุด ผู้ได้รับรางวัลคือ

–        กลุ่ม 3C คือ Notebook Store

–        กลุ่ม FMCG คือ Hygiene

–        กลุ่ม FASHION คือ SABINA Official Store

–        กลุ่ม HEALTH & BEAUTY คือ WATSONS Official Store

–        กลุ่ม HOME & LIVING คือ Dreamstown Official Store

–        กลุ่ม HOME APPLIANCES คือ VERASU Official Store

–        กลุ่ม GLOBAL คือ Xiaomi Mall

5. รางวัล JOY Best Selling Star มอบให้กับแบรนด์หรือผู้ขายที่มียอดขายสูงสุดในปี 2020

–        กลุ่ม 3C คือ Topvalue.com

–        กลุ่ม FMCG คือ Panomrung Rice Official Store

–        กลุ่ม FASHION คือ WACOAL Official Store

–        กลุ่ม HEALTH & BEAUTY คือ LIONSHOPONLINE Official Store

–        กลุ่ม HOME & LIVING คือ PASAYA Official Store

–        กลุ่ม HOME APPLIANCES คือ PowerBuy Official

–        กลุ่ม GLOBAL คือ JOYBUY

6. รางวัล JOY Super Star มอบให้กับร้านค้าที่ได้รับเรตติ้งสูงที่สุดจากลูกค้า รวมถึงมียอดสั่งซื้อสูงสุด ได้แก่ ร้าน CTWTime

7. รางวัล JOY Best Supporter มอบให้กับแบรนด์หรือผู้ขายที่ร่วมงานกับเจดีเซ็นทรัลมาตั้งแต่เริ่มต้น และให้ความร่วมมือ สนับสนุน ในทุกๆ ด้านอย่างเต็มที่ ได้แก่ OPPO Official Store

8.รางวัล JOY Super Partner มอบให้กับกลุ่มพันธมิตรที่สนับสนุน JD CENTRAL ตั้งแต่วันเริ่มเปิดตัวในประเทศไทย ได้แก่

–        กลุ่ม ธุรกิจบัตรเครดิต  คือ T1 CREDIT CARD

–        กลุ่ม customer loyalty program  คือ dtac reward

9. รางวัล JOY Super SME มอบให้กับผู้ขายที่เข้าร่วมแคมเปญส่งเสริมการขายของเจดีเซ็นทรัลและมียอดขายดีที่สุด

–        ด้าน Performance คือ ร้านข้าวคุณนาย Official Store

–        ด้าน Participate คือ ร้านมะม่วงหิมพานต์เผาโบราณ แม่เฒ่าเอียด

“รางวัล JD CENTRAL JOYFUL AWARDS นี้ เป็นการการันตีถึงมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของแบรนด์และผู้ขาย และยังเป็นการขอบคุณแบรนด์และผู้ขายที่ได้ร่วมกันส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีให้กับลูกค้า ผ่านคุณภาพของสินค้า ราคา โปรโมชั่น การส่งมอบสินค้า และบริการอื่นๆ เพื่อให้แพลตฟอร์มเจดีเซ็นทรัล เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและสบายใจทุกครั้งที่มาช้อปปิ้งกับเจดีเซ็นทรัล” นายก่อลาภ กล่าวสรุป

เจดีเซ็นทรัล รับประกันแบรนด์แท้ 100% การันตี ความมั่นใจ หากพบของปลอมชดเชย 3 เท่า พร้อมส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว คลิกเพื่อช้อปปิ้ง สินค้าคุณภาพดีได้ที่ www.jd.co.th หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน JD CENTRAL ได้บน AppStore และ PlayStore หรือติดตามผ่านทาง Facebook: JD CENTRAL 

E-Wallet ไม่ได้มีไว้แค่ “จ่าย” เพียงอย่างเดียว

ทรูมันนี่เผย 6 เหตุผลที่ควรใช้ E-Wallet เป็น “เพื่อนคู่หูทางการเงิน” แม้หลังคลายมาตรการ

พร้อมเสนอไอเดีย Mix & Match แนวฟิวชั่นไลฟ์สไตล์ แบบได้ลองแล้วต้องเลิฟ

การแพร่ระบาด COVID-19 ได้ทำให้วันนี้คนคุ้นเคยกับการใช้จ่ายผ่านแอปฯ แบบแทนเงินสดมากขึ้น มีมือถือเพียงเครื่องเดียวแล้วโหลดแอปฯ ก็สามารถเอาตัวรอดในยุคนิวนอร์มัลได้สบายขึ้น ไม่ต้องควักกระเป๋า จับเงินทอน หรือจับบัตร ช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัส แถมยังครอบคลุมทุกการจ่าย โดยจากรายงานของ We Are Social พบว่าปีที่ผ่านมาคนไทยใช้บริการทางการเงินผ่านแอปฯ สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลกถึง 68.1% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 2 เท่า (38.7%) ยิ่งดูจากยอดการทำธุรกรรมผ่าน E-Money ที่เปิดเผยโดย ธปท. ณ เดือนพฤศจิกายน ปี 2563 ที่สูงระดับ 2.9 หมื่นล้านบาท ยิ่งย้ำให้เห็นว่าแอปฯ ทางการเงินและ E-Wallet ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการทำธุรกิจวันนี้มากแค่ไหน ที่สำคัญนวัตกรรมเหล่านี้เต็มไปด้วยประโยชน์และมีคุณค่า โดยเฉพาะ E-Wallet ที่เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ระดับแมส และขยายบทบาทในการช่วยเปลี่ยนวิถีชีวิตการใช้เงินของเราไปสู่ Cashless Society

หลายคนอาจกำลังสงสัยว่า แอปฯ E-Wallet กับแอปฯ ธนาคารต่างกันอย่างไร? แล้ว E-Wallet แท้จริงแล้วใช้ทำอะไรกันแน่? ทำไมต้องใช้? แท้จริงแล้ว E-Wallet ก็คือ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือกระเป๋าเงินออนไลน์ที่ใช้ได้ครอบจักรวาล นอกจากจะใช้เพื่อ ซื้อ-เติม-จ่าย-โอน ตามวิถีนิวนอร์มัลแล้ว ยังมีส่วนลด สิทธิประโยชน์ และที่สำคัญเลย คือ “บริการทางการเงิน” ที่เพิ่มเติมเข้ามา

ทรูมันนี่ ในฐานะผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนต์และบริการทางด้านการเงินชั้นนำในประเทศไทย ขอนำเสนอ 7 เหตุผลที่คุณควรใช้ E-Wallet โหลดไว้เป็น “เพื่อนคู่หูทางการเงิน” ในปี 2021 ดังนี้

  • ลดสัมผัส ลดความเสี่ยง – โควิด-19 เข้ามาทำให้เรารู้แล้วว่า เชื้อโรคอยู่ไม่ไกลตัวเรา ดังนั้น การเลี่ยงไม่สัมผัสจุดสัมผัสร่วมโดยเฉพาะในที่สาธารณะ หรือหยิบจับของที่เปลี่ยนมือคนเยอะๆ ซึ่งรวมถึงเงินสดและเหรียญ โดยเปลี่ยนมาใช้จ่ายผ่านแอปฯ จะช่วยลดความเสี่ยงและลดกังวลได้ไปหนึ่งอย่าง อย่าลืมว่าเชื้อโรคมีการพัฒนาทุกวัน ดังที่เห็นสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดมา
  • เคลียร์บิลสะดวกครบจบที่แอปฯ เดียว – จะเสียเวลาและค่าเดินทางไปหลายที่เพื่อสร้างรายจ่ายเพิ่มทำไม ถ้าในวันนี้เราสามารถชำระบิลและทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านแอปได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจ่ายบิลค่าน้ำ-ค่าไฟ เติมเน็ตเติมโทร ช้อปปิ้งออนไลน์ ซื้อเกมและแอปฯ เพื่อความบันเทิงทั้งใน PlayStore และ App Store หรือแม้กระทั่งเติมบัตร MRT หรือ Easy pass ก็ครอบคลุมครบจบในแอปฯ เดียว สะดวกจ่ายได้ทุกที่ทุกเวลาแบบ ‘A Day In Life’ ที่สำคัญสามารถพลิกดูประวัติใช้จ่ายย้อนหลัง คำนวณเงินเพื่อทำเป็นบัญชีรับ-จ่าย วางแผนได้ทุกเดือน หรือจะจ่ายผ่านร้านค้าต่าง ๆ ก็มีจุดรับชำระมากกว่า 2 แสนจุด รวมถึงยังมีพันธมิตรออนไลน์และครอบคลุมจุดรับชำระ PromptPay ทุกจุดอีกด้วย
  • โปรดีสุดปัง ไม่ง้อเงินสด มีเพียบตลอดปี – หาใช่ว่าจะมีดีแค่ “จ่าย” แล้วจบ โปรปัง ๆ จากแบรนด์ดังมากมายในแอปฯ E-Wallet วันนี้ก็มีให้เลือกมากมายละลานตา อย่างแอปฯ TrueMoney Wallet ปัจจุบันมีแคมเปญ “โปรเด็ดสู้วิกฤติ” เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายในแบบ “แทนเงินสด ลดสัมผัส” กลับมาอีกครั้ง ผู้ใช้ก็เตรียมรับ impact ความคุ้มค่าได้ตลอด ไม่ว่าจะโปรรับส่วนลดทันทีที่จ่าย รับเงินคืน โปรของแถม หรือสะสมทรูพอยท์ ก็คุ้มสุดปังแค่จ่ายด้วยแอปฯ TrueMoney Wallet นอกจากนี้ยังมี mini game ง่าย ๆ ภายในแอปฯ ให้เล่นแก้เหงา แถมได้ตังค์เข้ากระเป๋า กลับคืนมาอีกด้วย ก่อนจะจ่ายลองกดเข้าไปศึกษาโปรดี ๆ ก่อน
  • ไร้กังวล ด้วยระบบยืนยันตัวตน E-KYC – อุ่นใจได้ว่าแอปฯ TrueMoney Wallet มีการรักษาความปลอดภัยข้อมูลลูกค้าอย่างเข้มงวดพร้อมด้วยระบบ Fraud Detection System ที่ล้ำหน้าและระบบ e-KYC ทำให้สามารถระบุอัตลักษณ์ในภาพถ่ายกับภาพบัตรประชาชนได้แม่นยำและรวดเร็วเพื่อการยืนยันตัวตน ช่วยปกป้องบัญชีและมอบความมั่นใจให้ในระดับสูงสุด พร้อมทั้งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากธนาคารแห่งประเทศไทย เรียกได้ว่าปลอดภัยหายห่วง เพราะขั้นตอนยืนยันตัวตนที่มากขึ้นก็คือความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง
  • ฝากปั๊บรับดอกแต่บาทแรก มีแล้วที่นี่ – ถ้าเติมเงินแล้วยังไม่ใช้ ก็แค่โยกบัญชีไปรับดอก บางคนอาจไม่รู้ว่าวันนี้เราสามารถเปิดบัญชีออมทรัพย์ ในแอปฯ E-Wallet ได้แล้ว แบบไม่ต้องเดินทางไปสาขาแบงค์ อย่างของทรูมันนี่ก็มีร่วมมือกับธนาคารเกียรตินาคินภัทรให้ผู้ใช้สามารถเปิดบัญชีออมทรัพย์ KKP Start Saving ได้สะดวกเช่นกัน โดยรับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 1.55% ต่อปีแถมได้ตั้งแต่บาทแรกเลย เสมือนมีแอปฯ Mobile Banking มาผูกไว้ในแอปฯ TrueMoney Wallet จะเก็บเงินไว้ใช้ยาว ๆ หรือ โยกเงินใช้ไปมาระหว่างสองกระเป๋าก็สะดวกสบายในแบบที่เราต้องการใช้
  • ลงทุนแบบดิจิทัล ไม่ต้องพึ่งพาเอกสารใด ๆ – กำลังปวดหัวกับข้อมูลการลงทุน หรือเบื่อที่ต้องเตรียมเอกสารอยู่รึเปล่า? วันนี้ถ้าใครอยากเริ่มลงทุนง่าย ๆ ก็ทำได้ไม่ต้องไปไหนไกล แถมเริ่มต้นลงทุนได้เพียง 1 บาท ผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet ใช้เวลาเปิดบัญชีไม่ถึง 10 นาที ในแบบ paperless ก็เปิดพอร์ตการลงทุนและเข้าถึงกองทุนรวมกว่า 600 กองทุน ไม่ต้องออกไปตากแดดตากลม ปะทะฝุ่น PM2.5 หรือเสี่ยงกับโควิด แค่เปิดใจเข้าไปศึกษาข้อมูลก่อนที่ Start Invest
  • ยืมเงินได้ผ่านแอปฯ ใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียว – ต้องการวงเงินเสริมสภาพคล่องหรือยืมไว้เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์ก็ทำได้ที่แอปฯ TrueMoney Wallet เสมือนเพื่อนคู่ใจ หรือที่เรียกว่าบริการ “Micro Credit บริการยืมก่อน คืนทีหลัง”  มีวงเงินสินเชื่อให้ลูกค้าทรูมูฟเอชแบบรายเดือนที่ถือบัตรทรูการ์ดทุกใบ ระบบอนุมัติไว สมัครง่ายที่ทรูช็อปฯ โดยสามารถนำเงินที่ได้รับไปใช้จ่ายผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet ได้วงเงินสูงสุดถึง 4 เท่าของยอดบิลบริการทรูฯ แบบรายเดือน (ไม่เกิน 10,000 บาท) และที่สำคัญ เลือกผ่อนชำระได้นานสูงสุด 3 เดือน พร้อมโปรฯ ดอกเบี้ย 0% ในเดือนแรก (ถึง 31 มีนาคม 2564)

นอกจากเหตุผลทั้ง 7 ข้อที่คุณควรใช้ E-Wallet ในปี 2021 แล้ว ทรูมันนี่ขอเสนอไอเดีย Mix & Match แนวฟิวชั่นไลฟ์สไตล์ แตกต่างแต่เข้ากันอย่างลงตัวด้วยแอปฯ TrueMoney Wallet แอปฯ เดียวเอาอยู่ทุกไลฟ์สไตล์ออนไลน์ ได้ลองแล้วต้องกด Fav(orite)” ดังนี้

  • สายเปย์ดูแลเธอ สายบุญ ขึ้นชื่อว่าสายเปย์ย่อมเชี่ยวชาญด้านการใช้จ่าย เปย์โน่นเปย์นี่ น้ำ-ไฟ บัตรเครดิตดูแลเธอได้สบาย จะเปย์โดยการโอนเงินให้เลยแบบ P2P หรือจะเป็นคนมีค่า (ใช้จ่าย) มากก็ไม่หวั่นจ่ายได้ง่าย โอน เติม จ่ายได้สารพัดสิ่ง แล้วยังสามารถเปย์เงินไปทำบุญช่วยเหลือสังคมได้อีกด้วย ในแอปฯ TrueMoney Wallet มีให้เลือกเปย์ทำบุญหลากหลายมากกว่า 40 มูลนิธิ จะบริจาคซื้ออุปกรณ์การแพทย์ ผู้ยากไร้ หรือผู้ป่วยเด็ก สามารถทำบุญง่าย ๆ กี่บาทก็ได้แค่ปลายนิ้ว “เปย์สมาร์ทฟิวชั่น” อย่างแท้ True
  • สายชิม สายประหยัด ส่วนลดต้องมี คูปองต้องมา มีของอร่อยที่ไหนต้องตามไปชิมทุกที่ ในยุคเว้นระยะห่างก็ยังอร่อยได้หลากหลายสำหรับสายชิม จะของกินในร้านสะดวกซื้อ ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ หรือ Food Delivery ก็สามารถฟิวชั่นกับสายประหยัด ด้วยของแถมและโปรส่วนลด หรือโปรรับเงินคืน อร่อยฟินได้ตังค์เข้ากระเป๋าคุ้มกว่าเดิม save เงินได้อร่อยด้วย ไม่ว่าจะร้านอาหารแบรนด์ดัง ฟู้ดคอร์ทตามแหล่งช็อปปิ้งยอดนิยม หรือร้านขนมหวานไปจนถึงร้านเครื่องดื่มเจ๋ง ๆ ก็มีให้เลือกเพียบที่ https://www.truemoney.com/retail-store/
  • สายช็อป (เงินผ่อน) สายยืม (แล้วคืน) สะดวกผ่อนได้ง่ายสบายกระเป๋า เพียงซื้อสินค้าและบริการที่กำหนดผ่านทรูช้อปทุกสาขาทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ฯลฯ ก็สามารถผ่อนได้นานสูงสุด 36 เดือนบนแอปฯ TrueMoney Wallet หรือจะเสริมสภาพคล่องในการผ่อนเพิ่มความสุขในการใช้จ่ายก็สามารถสมัครใช้บริการ “Micro Credit บริการยืมก่อน คืนทีหลัง” (สำหรับลูกค้าทรูฯ) เป็นได้ทั้งสายช็อป (เงินผ่อน) หรือจะฟิวชั่นคู่กับสายยืม (แล้วคืน) ก็ทำได้
  • สายซีรีส์-มูฟวี่ สายแคสเกมสุดมันส์ เราชอบดูหนัง เธอชอบเล่นเกม ไลฟ์สไตล์ต่างกันแต่ใครว่าเข้ากันไม่ได้ ถึงจะชอบต่างกันแต่ก็นั่งดูหนังเล่นเกมข้าง ๆ กันได้ อีกทั้งยังสามารถเติมเกมหรือซื้อเกมออนไลน์ หรือจ่ายค่า Netflix ซื้อแอปฯ หนังผ่าน Apple ID / Google Play ก็ทำได้บนแอปฯ TrueMoney Wallet สนุกได้เพลิน ๆ กับไลฟ์สไตล์คู่กันอย่างไม่สะดุด
  • สายสปอร์ต สายบิ้วตี้ ชอบสรรหา rare item เด็ด ๆ เสริมการออกกำลังกาย หรือจะชอบแต่งตัวสวย ๆ หน้าเป๊ะ ๆ นั่ง Work From Home แบบไม่ตกเทรนด์ ใช้ชีวิตฟิวชั่นได้ง่าย ๆ เช่นกัน เพียงเปิดแอปฯ TrueMoney Wallet ไปที่ Lazada, True Shopping หรือ WeMall เลื่อนหาไอเท็มที่ชอบในราคาที่ใช่ จ่ายง่ายผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet แอปฯ เดียวเอาอยู่

ไม่ว่าไลฟ์สไตล์คุณจะฟิวชั่นในแบบใด นวัตกรรม E-Wallet ก็สามารถช่วยตอบโจทย์เรื่องใช้จ่ายและเป็นเสมือน “เพื่อนสนิท…ทางการเงิน” ให้คุณได้เสมอในวันนี้

เกี่ยวกับ TrueMoney (ทรูมันนี่)

TrueMoney คือผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นให้บริการทางการเงินแก่ผู้คนรวมไปถึงผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการของสถาบันทางการเงิน โดยให้บริการใน 6 ประเทศในภูมิภาคได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

TrueMoney ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2546 และเข้าเป็นธุรกิจหนึ่งของบริษัท Ascend Money ในปี พ.ศ. 2557 และเป็นพันธมิตรกับบริษัท Ant Financial Services Group ใน พ.ศ. 2559 ปัจจุบัน ทรูมันนี่ ให้บริการด้านการเงินที่หลากหลายผ่าน TrueMoney Wallet แอปพลิเคชั่นอีวอลเล็ทที่ได้รับความนิยมสูงสุดที่ช่วยอำนวยความสะดวกและทำให้การใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ทรูมันนี่ ยังมีเครือข่ายตัวแทนที่ครอบคลุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการบริการรับชำระเงินแบบออฟไลน์ทั้งหมดนี้เพื่อมอบความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับหลายล้านคนเพื่อก้าวล้ำไปสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ผู้บริโภคกว่าพันรายชื่อร่วมรณรงค์ให้ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ ร่วมติด QR Code เผยแหล่งที่มาของส้ม มุ่งลดปัญหาความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง

ตัวแทนผู้บริโภค นำโดยองค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย และมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI)  รวมพลังผู้บริโภคกว่า 1,265 รายชื่อในแคมเปญ “ผู้บริโภคที่รัก” (Dear Consumers) ขอความร่วมมือให้ซูเปอร์มาร์เก็ต 4 รายใหญ่ ร่วมตรวจสอบและติด QR Code เปิดเผยข้อมูลแหล่งที่มาของส้มที่นำมาจำหน่าย หลังจากสุ่มตัวอย่างพบสารเคมีอันตรายในส้มที่วางขายตกค้างเกินมาตรฐาน โดยได้รับการรับฟังและตอบรับจากห้างค้าปลีกส่วนใหญ่ในทิศทางที่ดี

จากการที่เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ ไทยแพน (Thai-PAN) ได้ดำเนินการสุ่มตรวจตัวอย่างส้มจากซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในปี 2563  พบว่า ทุกตัวอย่างของส้ม ผล มีสารเคมีตกค้างมากถึง 55 ชนิดในปริมาณเฉลี่ย *0.364 มิลลิกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย (MRL) จากที่กฎหมายกำหนด โดยในจำนวนนี้ มีสารดูดซึมชนิดที่ไม่สามารถล้างออกได้ถึง 30 ชนิด อาทิ คาร์เบนดาซิม (Carbendazim) คาร์โบฟูราน (Carbofuran) อะเซตามิพริด (Acetamiprid) ฯลฯ ส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาท เซลล์สมองและฮอร์โมนเพศ

นางสาวกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา ตัวแทนจากมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าวว่ามูลนิธิได้ตระหนักถึงอันตรายของสารเคมีตกค้างที่มีต่อผู้บริโภคที่เลือกซื้อส้มจากซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่มีการคัดเกรดส้มผลใหญ่ ผิวสวย เรียบเนียน สีทองแวววาว ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคโดยทั่วไปเข้ามาจำหน่าย  แต่สิ่งที่ผู้บริโภคบางส่วนอาจยังไม่ทราบก็คือเมื่อมองไปที่ต้นทางการผลิต เกษตรกรอาจมีการฉีดพ่นยาฆ่าแมลงและสารกำจัดศัตรูพืช ถึง 52 ครั้งต่อปี หรือทุกสัปดาห์ จนทำให้ส้มกลายเป็นผลไม้ที่แลกมาด้วยสุขภาพของคนกินคนปลูก และสิ่งแวดล้อม”

โดยการรณรงค์เรียกร้อง ภายใต้แคมเปญ “ผู้บริโภคที่รัก” (Dear Consumers) ในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือระหว่าง กินเปลี่ยนโลก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และองค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้ซูเปอร์ฯเจ้าใหญ่ อย่าง บิ๊กซี แม็คโคร โลตัส และ

ท็อปส์ มีป้ายแสดงรายละเอียดสินค้า ณจุดขาย และติด QR Code ที่ผู้ซื้อสามารถสแกนตรวจสอบแหล่งที่มาและความปลอดภัยของส้มที่นำมาขาย ซึ่งปัจจุบัน มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องนี้ในโลกออนไลน์ผ่านเว็ปไซต์ Dearconsumers.com และ Change.org/ToxicOranges แล้ว 1,265 รายชื่อ

“โดยเราคาดหวังว่าว่าซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่จะสามารถตอบรับในการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องนี้ได้ โดยปัจจุบันมีซูเปอร์มาร์เก็ตบางรายที่ได้เริ่มดำเนินการติด QR code แล้วบางส่วน แต่อาจยังใช้สามารถใช้งานได้จริงโดยหวังว่าในอนาคตจะมีการพัฒนาให้สามารถใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกษตรกรผู้ปลูกส้มและผลิตอาหารอื่นๆ ตระหนักถึงวิธีการในการทำเกษตรกรรมด้วยวิธีที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น” นางสาวกิ่งกรกล่าวเสริม

นางสาวฐานิตา วงศ์ประเสริฐเจ้าหน้าที่งานรณรงค์ องค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย และเจ้าของแคมเปญรณรงค์ฯ บน Change.org กล่าวว่า “ผู้บริโภคควรได้รับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของส้มที่ตนเองต้องการซื้อว่าเพาะปลูกจากสวนไหนจังหวัดอะไร ล็อตไหน ปลูกช่วงเดือนใด มีการใช้ยากำจัดศัตรูพืชหรือสารเคมีอะไรบ้างในปริมาณเท่าไหร่ และก่อนที่จะนำมาจัดจำหน่ายมีกระบวนการคัดเลือกสินค้าอย่างไร”

โดยที่ผ่านมา ทีมงานรณรงค์ ‘ผู้บริโภคที่รัก’ พยายามทำงานร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ อาทิ บิ๊กซี แม็คโคร โลตัส และ ท็อปส์อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดเมื่อเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมาทางองค์กรได้ดำเนินการเข้าพบผู้แทนของซูเปอร์มาร์เก็ตแต่ละราย เพื่อมอบตระกร้าส้มและอั่งเปามงคลที่รวบรวม 1,265 รายชื่อ พร้อมความคิดเห็นของผู้บริโภค เพื่อเป็นกระบอกเสียงแก่ ผู้บริโภคในการเรียกร้องให้มีการแสดงข้อมูล QR Code ที่มีรายละเอียดแหล่งผลิตและที่มาของส้มโดยละเอียดทและต้องสามารถใช้งานได้จริงเพื่อสร้างความมั่นใจว่าส้มที่นำมาจัดจำหน่ายปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งผลจากการจากการนำเสนอข้อเรียกร้องต่อซูเปอร์มาร์เก็ตทั้ง 4 ราย พบว่า ส่วนใหญ่รับฟังและตอบรับข้อเรียกร้องจากผู้บริโภค โดยให้คำมั่นที่จะพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าส้มให้ดีขึ้น

“ผู้บริโภคส่งเสียง ภาคธุรกิจขยับ”

คุณอารยา เผ่าเหลืองทอง ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของท็อปส์กล่าวว่า “ที่ผ่านมาท็อปส์ทำงานกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าส้มหรือผลผลิตนั้นๆ ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง  แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบบังคับให้เกษตรกรป้อนข้อมูลแหล่งที่มาของผลผลิตทางการเกษตรเข้าสู่ระบบ จึงทำให้กระบวนการในการการแสดงข้อมูลยังไม่ครบถ้วน ในส่วนของการติด QR Code บนสินค้านั้นทางท็อปส์ขอเวลารวบรวมข้อมูลรวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มข้อมูลที่มาของผลผลิตตามที่ผู้บริโภคได้มีการเรียกร้องมา”

ขณะที่ คุณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการ ฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้าโลตัส กล่าวว่า “บริษัทได้จัดทำ QR code สำหรับสินค้าเกษตรทุกชนิดอยู่แล้ว และยืนยันว่าส้มแต่ละล็อตที่นำมาวางขายถูกสุ่มตรวจสารเคมี หากพบว่าเกินค่ามาตรฐานก็จะถูกคัดออกทันที โดยโลตัสตอบรับที่จะเพิ่มข้อมูลที่มาของสินค้า แต่ก็ยอมรับว่ามีข้อมูลบางส่วนที่เป็นความลับทางการค้าของบริษัทที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนเลิกจำหน่ายส้มนอกฤดูเพื่อตัดปัญหาส้มปนเปื้อนสารเคมี”

ด้านแม็คโครซึ่งร่วมมือกับกิจกรรมรณรงค์ ‘ผู้บริโภคที่รัก’ อย่างต่อเนื่อง ได้มีการรับข้อเรียกร้องผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทนโยบายเว้นระยะห่างทางสังคมและงดรับของขวัญ  เช่นเดียวกับบิ๊กซี  ทีมีการตอบรับในการพิจารณาข้อเรียกร้องที่ถูกส่งไปทางอิเล็กทรอนิกส์เช่นกัน หลังจากที่ผ่านมายังไม่ได้มีการตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมกับทางองค์กร

โดยขั้นตอนต่อไปทีมงานรณรงค์จะติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานจากซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้ง 4 ราย และจะรายงานความคืบหน้าผ่านเพจเฟสบุ๊ค ‘ผู้บริโภคที่รัก’ ให้สาธารณะชนได้รับทราบต่อไป

“โดยทางองค์กรขอรณรงค์ให้ให้ผู้บริโภคร่วมกันตรวจสอบความคืบหน้าในการดำเนินงานของซูเปอร์มาร์เก็ตแต่ละรายว่าได้มีการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องหรือไม่ เพียงแค่นำโทรศัพท์มือถือมาสแกน QR code ที่แสดงอยู่บนฉลากอาหารที่จัดจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยอาจจะเริ่มจากส้มตามที่องค์กรได้มีการรณรงค์ โดยอยากให้ทุกคนร่วมตระหนักว่าพลังของผู้บริโภค นั้นมีมากกว่าที่หลายคนคิดซึ่งวันนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อผู้บริโภคร่วมกันส่งเสียง ภาคธุรกิจจึ่งได้เริ่มรับฟัง และตอบรับไปในทิศทางที่ดี ” นางสาวฐานิตา วงศ์ประเสริฐ กล่าว

คุณอรกร ธนชลกรณ์ (หัวหน้างานรณรงค์และนโยบาย องค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย)

คุณชนิดา พื้นแสน (ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และรัฐสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด)

คุณอารยา เผ่าเหลืองทอง (AVP – Quality Assurance บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด)

คุณแก้วตา ธัมอิน (มูลนิธิชีววิถี)

คุณกนกมาศ สนาน้อย (ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่งานรณรงค์ องค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย)

คุณฐานิตา วงศ์ประเสริฐ (เจ้าหน้าที่งานรณรงค์ องค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย)

คุณฐานิตา วงศ์ประเสริฐ (เจ้าหน้าที่งานรณรงค์ องค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย)

คุณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ (รองประธานกรรมการแผนกกำกับดูแลคุณภาพสินค้า โลตัส)

คุณขวัญฤทัย ศิริพัฒนโกศล (Senior Responsible Sourcing โลตัส)

คุณกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา (มูลนิธิชีววิถี)

คุณอรกร ธนชลกรณ์ (หัวหน้างานรณรงค์และนโยบาย องค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย)

คุณกนกมาศ สนาน้อย (ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่งานรณรงค์ องค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย)