Highlights

Advertisements

Technology

ระบบจดจำใบหน้าคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว ไม่ต้องใช้โทรศัพท์ ไม่ต้องใช้เอกสาร AI ช่วยยืนยันคนที่ฉีดวัคซีนโควิด-19

คนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 กำลังเป็นคนที่สังคมรังเกียจ และถูกจำกัดสิทธิ์หลายอย่าง

การเดินทาง การร่วมงาน หรือการใช้สถานที่บางแห่ง ก่อนเข้าต้องแสดงหลักฐานว่า ได้ฉีดวัคซีนแล้ว ซึ่งโดยปกติต้องใช้เอกสารรับรอง หรือใช้แอปในสมาร์ตโฟนแสดงสถานะของตัวเอง

แต่วันนี้มีวิธีการที่ง่ายกว่านั้น ให้ AI มองหน้า แล้วมันบอกได้ว่าคนๆนั้นฉีดวัคซีนแล้วหรือยัง?

NEC ของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า จะนำระบบตรวจสอบคนฉีดวัคซีนด้วยระบบจดจำใบหน้ามาใช้งาน ให้ AI ยืนยันคนที่ได้ฉีดวัคซีนแล้ว โดยไม่ต้องขอดูเอกสาร หรือตรวจแอปมือถือ

มีการคาดหมายว่า ระบบใหม่นี้จะถูกนำมาใช้ในสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่จัดงาน ช่วยบรรเทาความแออัดและลดต้นทุนแรงงาน

ผู้ใช้ที่ยินยอมจะต้องลงทะเบียนประวัติการฉีดวัคซีน และส่งรูปถ่ายใบหน้าเพื่อบันทึกข้อมูลในระบบ เมื่อจะเข้าสถานที่ใดก็จะถูกสแกนหน้าด้วยกล้องที่ทางเข้า AI สามารถยืนยันสถานการณ์ฉีดวัคซีนได้ภายในไม่กี่วินาที

NEC เปิดเผยว่า แม้ผู้ใช้งานจะสวมหน้ากากเอาไว้ เทคโนโลยียังมีความแม่นยำมากถึง 99.9%

ในเดือนพฤศจิกายน 2021 NEC ได้ทดลองระบบตรวจสอบใบหน้าคนฉีดวัคซีนโควิด-19 ในบริเวณพื้นที่ใกล้ภูเขาไฟฟูจี ผลปรากฏว่า สามารถลดเวลาการตรวจสอบเมื่อเทียบกับวิธีการเก่าเหลือเพียง 1 ใน 10 และลดจำนวนพนักงานที่ต้องทำงานนี้เหลือเพียง 1 ใน 7

ระบบใหม่ที่จะนำมาใช้นี้ น่าจะมีผลดีต่อคนส่วนใหญ่ ฟังดูดีมาก แต่คนบางกลุ่มมีความเห็นแย้งว่า “Big brother is here”

AI เฝ้าดูคุณอยู่ มันกำลังเป็นพี่ใหญ่ที่จะมาควบคุมมนุษย์!!!

Read More about AI in Japan Today

สีแดง คือ ประเทศที่ไม่มีประชาธิปไตย คนหลายพันล้านมีสิทธิ์เลือกผู้ปกครองของตัวเอง แต่ประเทศไทยไม่มีสิทธิ์ตั้งแต่ปี 2557

วันที่ 2-12-2021 Our World in Data รายงานผลเกี่ยวกับสิทธิประชาธิปไตยของประชาชนในประเทศต่างๆของโลก มีข้อมูลย้อนหลังไปนานกว่า 200 ปี

Regimes of the World หรือ ระบอบการเมืองของประเทศต่างๆในการศึกษาครั้งนี้ แยกแยะความแตกต่างออกเป็นสี่ประเภทตามนักรัฐศาสตร์ผู้ดำเนินโครงการนี้ คือ

Closed Autocracy – ระบอบเผด็จการแบบปิด (สีแดง) ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือกผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลหรือฝ่ายนิติบัญญัติผ่านการเลือกตั้งแบบหลายพรรค

Electoral Autocracy – ระบอบเผด็จการที่มีการเลือกตั้ง (สีส้ม) ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกผู้บริหารระดับสูงและฝ่ายนิติบัญญัติผ่านการเลือกตั้งแบบหลายพรรค แต่ขาดเสรีภาพบางอย่าง เช่น เสรีภาพในการสมาคมหรือแสดงออกที่ทำให้การเลือกตั้งมีความหมาย มีความเสรีและยุติธรรม

Electoral Democracy – ระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง (สีฟ้า) ประชาชนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งที่มีความหมาย เสรี ยุติธรรม และมีหลายพรรค

Liberal Democracy – ระบอบเสรีประชาธิปไตย (สีน้ำเงิน) ประชาชนมีสิทธิส่วนบุคคลซึ่งรวมถึงสิทธิของชนกลุ่มน้อย มีความเสมอภาคทางกฎหมาย การกระทำของผู้บริหารประเทศถูกจำกัดโดยฝ่ายนิติบัญญัติและศาล

ถ้าดูแผนที่โลกนี้ให้เข้าใจง่ายๆ ระดับความเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนได้รับมีการแบ่งแยกตามสีดังนี้

-สีน้ำเงิน มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด

-สีฟ้า มีความเป็นประชาธิปไตยมาก

-สีส้ม มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง

-สีแดง ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย

ปี 1789 ทุกประเทศในโลกเป็นสีแดงหมด หมายถึงทั่วโลกปกครองด้วยระบอบเผด็จการ

ประเทศแรกๆของโลกที่เริ่มเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีส้ม หรือเริ่มให้ประชาธิปไตยกับประชาชนในประเทศ คือ

-ปี 1789 สหราชอาณาจักร

-ปี 1792 ฝรั่งเศส

-ปี 1796 เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา

เมื่อสองร้อยปีก่อนประชาชนไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร แต่ในปัจจุบันคนทั่วโลกหลายพันล้านคนมีความเป็นประชาธิปไตย

ภาพประเทศต่างๆบนแผนที่โลกซึ่งแยกให้เห็นเป็นสีต่างๆ แสดงให้เห็นถึงระดับความเป็นประชาธิปไตยของแต่ละประเทศ

ประเทศที่เป็นสีน้ำเงิน ซึ่งหมายถึงประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เกือบทั้งหมดเป็นประเทศพัฒนา ประชาชนมีฐานะรายได้และความเป็นอยู่เหนือกว่าประเทศอื่นๆ

ประเทศที่เป็นสีแดง ซึ่งเป็นส่วนน้อยของโลก หมายถึงประเทศที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย หรือเป็นเผด็จการ

ประเทศสีแดงในเอเชีย คือ จีน เกาหลีเหนือ เวียดนาม ลาว และ ไทย (เมียนมาร์เป็นสีส้มเพราะเป็นข้อมูลก่อน มิน อ่อง ลาย จะเข้ายึดอำนาจ)

Our World in Data มีข้อมูลย้อนหลังของแต่ละประเทศให้ดูด้วย วันนี้ประเทศไทยถูกจัดเป็นสีแดง ซึ่งหมายถึงเผด็จการ

มีบางช่วงที่ประเทศไทยถูกจัดเป็นสีอื่น หรือ มีความเป็นประชาธิปไตย คือ 1932–1945, 1975–1976, 1980–1990, 1992–2006, 2008–2013

ตั้งแต่ปี 2014 หรือ 2557 ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขายึดอำนาจการปกครอง และเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทยในปัจจุบัน ประเทศไทยก็แดงมาตลอด

ที่เราประกาศกับชาวโลกว่า ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อ!!!

https://ourworldindata.org/democratic-rights

DNA Storage การค้นพบใหม่ Microsoft ข้อมูลคนทั้งโลก กินพื้นที่แค่ตู้ใบหนึ่ง เก็บข้อมูลได้หลายพันปีไม่เสียหาย เขียนเร็วขึ้นหนึ่งพันเท่า         

International Data Corporation ประเมินว่าความต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลของโลกในแต่ละปีมีเพิ่มขึ้นประมาณ 20.4%

ภายในปี 2024 โลกจะมีความต้องการ Data Storage เกือบ 9 Zettabytes หรือเกือบ 9 ล้านล้านกิกะไบต์

มันเยอะมากจนจินตนาการได้ยากว่ามากขนาดไหน

Windows 11 ใช้พื้นที่ประมาณ 64 กิกะไบต์ ถ้าติดตั้งกับอุปกรณ์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ 15,000 ล้านเครื่อง จะกินพื้นที่ 1 เซตตาไบต์

นอกจากระบบปฏิบัติการแล้ว คอมพิวเตอร์ยังต้องเก็บข้อมูลอื่นๆอีกมากมาย ความต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลของโลก เพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวทุกสี่ปี

Hard Disk Drive หรือ HDD ยังเป็นแหล่งเก็บข้อมูลหลักในปัจจุบัน แต่มีแนวโน้มว่า Cloud Storage จะมีส่วนแบ่งเป็นแหล่งเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อีกไม่กี่ปีจากวันนี้ จำนวนข้อมูลที่ต้องจัดเก็บจะมีเพิ่มขึ้นอีกมาก ยังคาดการณ์ได้ยากว่าจะเป็นเท่าไร ความจำเป็นมาจากเทคโนโลยีหลายอย่างที่มาพร้อมๆกัน เช่น IoT, AR, VR, Metaverse, Autonomous Vehicle, Cloud, Quantum, Blockchain

ถ้าโลกยังคงใช้อุปกรณ์หรือเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิม จะสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมกับโลกเพิ่มขึ้น และใช้พื้นที่ขนาดใหญ่มากสำหรับการเก็บข้อมูล

ข่าวล่าสุดจาก Microsoft Research Blog ประกาศว่า ได้ค้นพบเทคโนโลยีใหม่ในการเก็บข้อมูลระดับนาโนเรียกว่า DNA Storage และเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าระบบดั้งเดิมอีก 1,000 เท่า

มีการเผยแพร่บทความทางวิชาการใน Journal Science Advances

DNA Storage ระบบใหม่ของไมโครซอฟต์ ที่มีการบีบอัดข้อมูลแน่นมาก ใช้พื้นที่เพียง 1 ลูกบาศก์นิ้วต่อ 1 Exabyte (1,073,741,824 GB) หมายความว่า การเก็บข้อมูล 9 Zettabytes ของคนทั้งโลก จะใช้พื้นที่เท่ากับตู้เย็นเล็กๆใบหนึ่งเท่านั้น

นอกจากเรื่องพื้นที่และความเร็วแล้ว ข้อมูลที่จัดเก็บใน DNA Storage มีความทนทานอยู่ได้นานหลายพันปีไม่สูญหาย สำหรับข้อมูลที่เก็บในเทป ต้องเขียนใหม่ทุกๆ 30 ปี

ฟังผลงานการวิจัยนี้แล้วคงรู้สึกน่าตื่นเต้น และหลายคนอาจคิดถึงการพลิกโฉมวิธีการจัดเก็บข้อมูลทั้งโลกเป็น DNA Storage แต่มันยังมีหนทางที่ต้องพัฒนาอีกยาวไกล ต้องลดต้นทุนการผลิต

ยังไม่มีการเปิดเผยว่า จะสามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์เมื่อไร

(มีเนื้อหาวิชาการอธิบายไว้ด้วย ใครสนใจอ่านรายละเอียดได้ตามลิงก์)

https://www.microsoft.com/en-us/research/blog/toward-nanoscale-dna-writers-unlocking-scalable-dna-data-writing-technology/?ranMID=24542&ranEAID=kXQk6*ivFEQ&ranSiteID=kXQk6.ivFEQ-IaGz5sad9b_uSASzj6F0vA&epi=kXQk6.ivFEQ-IaGz5sad9b_uSASzj6F0vA&irgwc=1&OCID=AID220

https://www.science.org/doi/10.1126/sciadv.abi6714