แรงงานจีนเครียด ออโตเมชั่นแย่งงาน รัฐบาลจีนตั้งเป้าใช้หุ่นยนต์แทนแรงคน รายใหญ่ปรับระบบแล้วเหลือแต่รายเล็ก คนงานจีน100ล้านคน เสี่ยงตกงาน

รัฐบาลจีนได้วางแผนไว้ตั้งแต่ปี 2014 เพื่อทดแทนแรงงานจีนหลายล้านคนด้วยระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ วันนี้ในปี 2019 มีความคืบหน้าของการเปลี่ยนแปลงไปมาก โรงงานใหญ่ๆได้ปรับตัวแล้ว เหลือแต่โรงงานขนาดเล็กที่ยังปรับตัวช้าและยังใช้แรงงานกันมาก

จีนเป็นโรงงานของโลกตัวจริง เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของสินค้าเกือบทุกชนิด นับตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงเครื่องใช้ทางอีเล็กโทรนิกส์ แต่ส่วนใหญ่จะพึ่งพิงอยู่กับสินค้าที่มีต้นทุนต่ำ ใช้แรงงานฝีมือขั้นต่ำ แต่แรงงานมีการปรับค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีมาตรการอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจนจะกลายเป็นปัญหาระยะยาว ทำให้โรงงานต่างๆหมดความสามารถในการแข่งขัน

รัฐบาลจีนมีเป้าหมายชัดเจนที่ต้องการเห็นโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศจีนมีการปรับเปลี่ยนตัวเองใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่มีความก้าวหน้า

ในปัจจุบัน มีแรงงานจีนทั่วประเทศที่ทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆประมาณ 100 ล้านคน

เริ่มตั้งแต่ปี 2014 รัฐบาลจีนได้เริ่มแคมเปญเพื่อหาทางอัพเกรดหรือยกระดับโรงงานในประเทศจีน โดยมีเป้าหมายรวมด้วยการค่อยๆแทนที่การใช้แรงงานคนด้วยหุ่นยนต์ เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงในเขตอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่เหมือนอย่างที่อยู่ในมณฑล เจียงซู เจ้อเจียง และกวางตุ้ง

รัฐบาลท้องถิ่นในเมืองตงกวนใจกลางมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการส่งออกของจีนได้จัดสรรงบประมาณมากถึง 385 ล้านหยวน หรือ 56.8 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเพิ่มระบบออโตเมชั่นในโรงงานในปี 2018

เมืองตงกวนได้ตัดแรงงานคน 280,000 คน ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แล้วให้หุ่นยนต์ 91,000 ตัวมาทำงานแทน

สายการผลิตในโรงงานแต่ละแห่งที่เคยใช้คนนับร้อยนับพันช่วยกันทำงานร่วมกับเครื่องจักรวันละ 10 ชั่วโมง แต่วันนี้ในโรงงานเหล่านั้นใช้คนเพียง 2 คนช่วยดูแลแต่ละสายการผลิต

Foxconn บริษัทที่ไต้หวันเป็นเจ้าของ ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิต iPhone ครึ่งหนึ่งของโลกและมีฐานการผลิตอยู่ในประเทศจีน วางแผนให้มีระบบการผลิตแบบออโตเมชั่นเต็มรูปแบบให้ได้ 30% ของการผลิตภายในปี 2020

นับตั้งแต่ปี 2012 – 2016 ฟ็อกซ์คอนน์ ได้ลดคนงานไปแล้วมากกว่า 410,000 คน โดยเอาหุ่นยนต์หลายหมื่นตัวมาทำงานแทน

การสำรวจของ China Development Research Foundation ในเดือนกันยายน ปี 2018 รายงานว่า มีบริษัทตัดลดคนงานลงระหว่าง 30-40% ในช่วงปี 2015 – 2017 โดยมีการนำระบบออโตเมชั่นมาใช้แทน

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่แค่แรงงานไร้ฝีมือที่มีปัญหาเท่านั้น แรงงานนั่งโต๊ะก็เริ่มมีปัญหาแล้วเช่นกัน ในการสำรวจที่รายงานโดยรัฐบาลท้องถิ่นของหางโจวพบว่า มี 37 บริษัทได้ยกเลิกงาน 800 ตำแหน่งหลังจากนำ AI มาใช้แทนคน พนักงาน 539 คนถูกย้ายงานไปทำอย่างอื่น และต้องเลิกจ้างพนักงาน 261 คน

โรงงานขนาดใหญ่มีเงินทุนที่จะเริ่มต้นในเทคโนโลยีใหม่ๆได้ง่ายและรวดเร็วกว่า มีงานมากกว่า วางระบบได้ง่ายกว่า การเอาหุ่นยนต์มาใช้แม้จะต้องลงทุนมากแต่ก็มองเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนกว่า

ในขณะที่โรงงานขนาดเล็ก การปรับเปลี่ยนเอาระบบออโตเมชั่นหรือหุ่นยนต์มาใช้โดยเร็วอาจไม่ง่ายนัก อาจเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

ในระยะยาวแล้ว โรงงานขนาดใหญ่ที่ทันสมัยเป็นออโตเมชั่นมากกว่าจะได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่ต่ำกว่า และอาจทำให้โรงงานขนาดเล็กไม่มีความสามารถในการแข่งขัน

ในรายงานข่าวของ South China Morning Post ซึ่งมีการสัมภาษณ์แรงงานจีนหลายคน เริ่มเห็นความตึงเครียดในอนาคตที่จะมีการตกงานกันมาก

คนจีนบางคนที่ยังอยากทำงานในโรงงานต่อไป เริ่มปรับตัวไปศึกษาเป็นผู้ควบคุมเครื่องในระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ แม้จะมีงานลดลงแต่ก็ยังมีงานให้ทำอยู่

การปรับตัวเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้แรงงานยุคใหม่อยู่รอดได้ และไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น แต่มันจะเกิดขึ้นทั่วโลก

https://www.scmp.com/economy/china-economy/article/2185993/man-vs-machine-chinas-workforce-starting-feel-strain-threat

.

https://www.technologyreview.com/s/544201/china-wants-to-replace-millions-of-workers-with-robots/

.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s