เลือกทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ ความล้มเหลวเป็นบทเรียนความสำเร็จ

ข้อมูลที่นำเสนอทั้งหมดในคราวนี้ เรียบเรียงมาจากการให้สัมภาษณ์ในหลายโอกาสของเหล่านักธุรกิจเศรษฐีพันล้านดอลลาร์ของโลก ซึ่งทุกคนมีอาชีพอยู่ในสายงานเทคโนโลยี เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการทำงานและการเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆในฐานะผู้ประกอบการ

 

บิล เกตส์ อดีตเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ เคยทำนายอนาคตของโลกตั้งแต่ปี 1995 ซึ่งเป็นวันนี้ในปัจจุบันถูกทุกเรื่อง

ในการให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2017 เขาให้คำแนะนำว่าวิชาความรู้ที่สำคัญสำหรับอนาคต คือ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และ เศรษฐศาสตร์

“ผมคิดว่าความรู้พื้นฐานด้าน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ มีงานรองรับจำนวนมากสำหรับอนาคต….มันไม่มีความจำเป็นว่าคุณจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ แต่ต้องเข้าใจสิ่งที่วิศวกรสามารถทำได้หรือทำไม่ได้”

หากเป็นการชี้ชัดถึงสาขาที่มีอนาคตไกล บิล เกตส์ ให้คำแนะนำไว้ 3 ด้าน คือ AI, Energy, Bioscience

เอไอในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีทางให้พัฒนาได้อีกไกล จะช่วยทำให้ชีวิตผู้คนมีผลิตผลและการสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีกมาก

ด้านพลังงาน หมายถึงพลังงานสะอาด ซึ่งกำลังมีความพยายามทำให้มันมีต้นทุนต่ำลงอยู่ในระดับที่ผู้คนส่วนใหญ่สามารถจับจ่ายหาซื้อได้ มันช่วยแก้ปัญหาความยากจนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

ประการที่สามคือชีววิทยาศาสตร์ การพัฒนาช่วยสร้างโอกาสทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และมีสุขภาพดีขึ้น

 

ถ้าเป็นเรื่องการหาประสบการณ์การทำงาน แจ๊ค หม่า นายใหญ่อาลีบาบา ให้คำแนะนำว่า.. คนที่อายุยังน้อยและมีความคิดจะเป็นเจ้าของกิจการในอนาคต ควรเริ่มต้นชีวิตการทำงานกับบริษัทเล็กๆดีกว่า เพราะมีโอกาสได้รับประสบการณ์การทำงานมากกว่า

แจ๊ค หม่า เคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า.. “เลือกไปทำงานกับบริษัทเล็ก เพราะโดยปกติแล้วในบริษัทใหญ่มันดีสำหรับการเรียนรู้ขบวนการทำงาน คนทำงานเป็นเพียงส่วนเล็กๆของเครื่องจักรขนาดใหญ่ แต่สำหรับการทำงานกับบริษัทเล็ก คุณได้เรียนรู้ Passion หรือความชอบความลุ่มหลง ได้เรียนรู้สิ่งที่ฝัน ได้เรียนรู้การทำงานหลายอย่างพร้อมๆกัน ดังนั้นก่อนอายุ 30 มันไม่มีอะไรเกี่ยวกับบริษัทที่จะไปร่วมงานด้วย แต่ให้ดูถึงเจ้านายที่สามารถเป็นแบบอย่างให้ทำตาม เจ้านายที่ดีสอนอะไรที่แตกต่างได้มาก”

 

หากเป็นเรื่องของสิ่งที่เลือกทำ มีคำแนะนำจากเศรษฐีพันล้านชาวเทคโนโลยีเกือบทุกคนซึ่งเหมือนกันว่า จงเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ลองมาฟังคำแนะนำในประเด็นนี้จากคนดังแต่ละคน

สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิลบอกว่า “ถ้ามองไปที่ใครบางคนทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จในสังคม โดยมากแล้วคนที่ประสบความสำเร็จเป็นพวกที่รักในสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะในยามยากลำบากเขายังมีความอดทนทำต่อจนสำเร็จได้”

นายใหญ่แอปเปิลคนปัจจุบัน ทิม คุ๊ก ก็มีความคิดในทำนองเดียวกัน เขาเคยพูดที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ในสก๊อตแลนด์ ให้คำแนะนำนักศึกษาเกี่ยวกับเรื่องงาน พอสรุปได้ตามนี้..

“อย่าทำงานเพื่อเงิน เพราะเงินจะเข้าออกเร็ว หรือคุณจะไม่มีวันทำได้มากพอ และคุณจะไม่มีวันมีความสุข หรือไม่ก็เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง…คุณต้องหาจุดตัดของชีวิตให้พบ เพื่อทำสิ่งที่คุณมีความหลงใหล และในเวลาเดียวกันคือสิ่งที่เป็นบริการเพื่อผู้อื่น”

ไมเคิล เดลล์ ผู้ก่อตั้ง Dell Technologies หรือ เดลล์คอมพิวเตอร์ วันนี้เป็นเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากกว่าสองหมื่นล้านดอลลาร์ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับงานอาชีพแก่นักศึกษาที่ MIT ว่า..

“อย่าทำอะไรเพราะมีใครบอกให้คุณทำ จงหาสิ่งที่คุณรักที่จะทำมันจริงๆ”

เจฟฟ์ เบโซส เศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบันผู้ก่อตั้งอเมซอน ให้คำแนะนำเกี่ยวกับงาน อาชีพ และความลุ่มหลง ไว้ว่า….

“คุณไม่ได้เลือกแพชชั่น แต่แพชชั้นหรือความลุ่มหลงเลือกคุณ….พวกเราทุกคนมีพรสวรรค์ในความสนใจบางอย่าง และคนที่โชคดีคือคนที่ได้ทำตามสิ่งเหล่านั้น”

 

ส่วนใครที่เป็นจอมโปรเจค คิดแล้วไม่ได้ทำ ขอให้ลองฟังคำแนะนำของ แจ๊ค ดอร์ซีร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter และ Square ได้ให้คำแนะนำกับผู้ประกอบการหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในการสัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า..

“ถ้ามีไอเดีย จงเอามันออกจากหัวคุณ และเริ่มต้นทำงานกับมัน”

ไอเดียที่อยู่ในหัวมันไม่เกิดประโยชน์อะไรถ้าไม่มีการลงมือทำ ยังเป็นข้อสงสัยอยู่เรื่อยไปว่าจะได้ผลหรือไม่ ซึ่งมันไม่มีวันรู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ต้องลงมือทำและปรับปรุงให้มันเข้าที่ เรื่องความล้มเหลวจากการทำอะไรใหม่ๆ เป็นเรื่องปกติของการทำงาน เศรษฐีใหญ่ทุกคนเคยบอกให้ฟังแล้วว่า เคยล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ

พอล อัลเลน เศรษฐีสองหมื่นล้านดอลลาร์ เป็นเจ้าของทีมกีฬาชื่อดัง Seattle Seahawks และ Portland Trail Blazer ลาออกจากมหาวิทยาลัยก่อนเรียนจบไปเป็นโปรแกรมเมอร์ แล้วไปร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์กับ บิล เกตส์ เขียนไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า “Idea Man” บอกให้ฟังถึงการใช้ประโยชน์จากความล้มเหลวเป็นหนทางในการเติบโตว่า..

“ในประสบการณ์ของผม ความล้มเหลวประกอบด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งความสำเร็จสำหรับครั้งต่อไป แต่คุณต้องยินดีที่จะเรียนรู้จากมัน”

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เศรษฐีหนุ่มติดอันดับคนรวยท็อปเทนของโลกซึ่งวันนี้มีอายุเพียง 34 ปี เป็นผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊ก เคยเล่าประสบการณ์การทำธุรกิจไว้น่าสนใจหลายเรื่อง เคยลองผิดลองถูกหลายอย่าง ทำอะไรผิดพลาดมามากมาย เริ่มสร้างเฟสบุ๊กตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้พบเจอความยากลำบากมากมายในการทำงาน

ผู้ร่วมก่อตั้งเฟสบุ๊กและเพื่อนๆที่เคยทำงานร่วมกันทุกคน ได้แยกทางออกไป ด้วยเหตุผลที่ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ไม่ยอมขายเฟสบุ๊กในช่วงที่เป็นสตาร์ทอัพ โดยเขาได้ตำหนิตัวเองว่าไม่สามารถอธิบายหรือทำความเข้าใจกับเพื่อนร่วมงานถึงสิ่งที่เขาคิดและกำลังจะทำ เขายอมรับว่าตอนนั้นยังเด็กและไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ ตอนที่เริ่มทำเฟสบุ๊กเขาบอกว่าไม่เคยคิดจะทำมันเป็นธุรกิจเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เคยให้สัมภาษณ์เรื่องการทำธุรกิจว่า…

“คนมักจะตัดสินใจว่าพวกเขาต้องการเริ่มตั้งบริษัทก่อนที่จะตัดสินใจได้ว่าต้องการทำอะไร สำหรับผมแล้ว มันรู้สึกเหมือนการคิดกลับด้าน”

 

ในยุค 4.0 มีเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายและมาทำการพลิกโฉมทำลายธุรกิจรูปแบบเก่าจำนวนมาก บริษัทใหญ่ๆของโลกที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินในปัจจุบันมีสัดส่วนของบริษัทไฮเทคมากกว่าประเภทอื่น

นักธุรกิจและเศรษฐีใหญ่ของโลกจำนวนมากเป็นคนเก่งคนฉลาด และมีผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นคนที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยก่อนที่จะเรียนจบ สิ่งใหม่ๆที่พวกเขาได้เริ่มต้นทำ ไม่สามารถเรียนรู้จากการเรียนในมหาลัย แต่ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง ยิ่งได้เริ่มทำเร็วได้ลองผิดลองถูกเร็วกว่า ก็จะมีโอกาสค้นพบหนทางสำเร็จมากกว่า

ตัวอย่างของเศรษฐีพันล้านที่ไม่ได้เรียนจนจบในมหาวิทยาลัย เช่น บิล เกตส์ (ไมโครซอฟท์) พอล อัลเลน (ไมโครซอฟท์) มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก (เฟสบุ๊ก) สตีฟ จ็อบส์ (แอปเปิล) อีแวน สปีเกิล(สแนปแชท) เทรวิส คาลานิค(อูเบอร์) แจ๊ค ดอร์ซีร์ (ทวิตเตอร์) ไมเคิล เดลล์ (เดลล์เทคโนโลยีส์)

ลาลี่ เอลลิสัน ผู้ก่อตั้ง ออราเคิล เศรษฐีใหญ่ซึ่งวันนี้มีสินทรัพย์มากกว่าห้าหมื่นล้านดอลลาร์ ก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งลาออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เคยถูกพ่อเลี้ยงของตัวเองดูถูกว่าไม่เก่งอะไรซักอย่าง แต่ ลาลี่ เอลลิสัน ก็ได้หัวเราะทีหลัง กลายเป็นเศรษฐีใหญ่เจ้าของ Oracle บริษัทซอฟท์แวร์ชื่อดังของโลก ในช่วงการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวิตและความสำเร็จ เขาบอกให้ฟังว่า…

“ความสำเร็จทางด้านการศึกษาเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง แต่มันไม่ได้รับประกันว่าจะประสบความสำเร็จได้”

 

คำแนะนำการเป็นผู้ประกอบการคนสุดท้ายเป็นของ อีลอน มัสต์ นักเทคโนโลยีที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในปัจจุบัน เป็นเศรษฐีพันล้านที่ได้รับการคาดหมายว่าในอนาคตจะกลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก เพราะธุรกิจที่ทำอยู่หลายอย่างในวันนี้กำลังจะพลิกโฉมโลกธุรกิจ

อีลอน มัสต์ ให้คำแนะนำที่ยอดเยี่ยมสำหรับการทำธุรกิจในการให้สัมภาษณ์กับ Inc. โดยใช้เวลาพูดให้ฟังเพียง 3 นาที 3 หัวข้อ คือ 1. เตรียมตัวให้พร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัส 2. อย่าเสียเวลากับการปรับปรุงเล็กๆน้อยๆ 3. ฟังคำวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง

  1. เตรียมตัวให้พร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัส

“การเริ่มทำธุรกิจไม่ใช่งานสำหรับทุกคนที่จะทำได้…ข้อแรกที่ต้องเจอคือความเจ็บปวดอย่างมากในหลายด้าน…เทียบได้กับการกลืนกินแก้วแตกที่บาดลึก นั่นเป็นเรื่องที่มักจะเกิดขึ้นโดยทั่วไป… ช่วงเริ่มต้นบริษัทมีแง่ดีที่มองเห็นมากมาย ทุกอย่างดูเยี่ยม มีความสุขในช่วงเริ่มต้นอย่างมาก และหลังจากนั้นก็ต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ความสุขเริ่มถดถอยลดลง แล้วก็กลายเป็นความเจ็บปวดมากมาย… และแม้ว่าจะประสบความสำเร็จ ซึ่งที่จริงจะล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ เทสล่าเองก็เกือบจะไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน มันเคยอยู่ในหนทางที่ใกล้เคียงจะล้มเหลวอย่างมาก ถ้าคุณประสบความสำเร็จ มันต้องใช้เวลานานมากกว่าจะกลับไปรู้สึกมีความสุขอีกครั้ง”

อีลอน มัสต์ กล่าวย้ำว่าความเจ็บปวดในการเป็นผู้ประกอบการเป็นเรื่องจริง ตอนที่เขาเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองเมื่อหลายปีก่อน เขาไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะพบเจอกับความเจ็บปวดเหล่านั้น ต้องมีความอดทน เขายอมรับว่าล้มเหลวบ่อยกว่าสำเร็จ แต่ทุกๆครั้งที่ล้มเหลวก็มีบทเรียนให้เรียนรู้ และความสำเร็จก็ไม่มีทางเป็นไปได้โดยปราศจากความล้มเหลวมาก่อน

  1. อย่าเสียเวลากับการปรับปรุงเล็กๆน้อยๆ

“ถ้าเริ่มต้นเข้าไปในสิ่งที่ตลาดมีอยู่แล้ว ต้องต่อสู้กับผู้ยิ่งใหญ่ คู่แข่งที่เข้มแข็ง ดังนั้นสินค้าหรือบริการต้องดีกว่าที่มีอยู่ในตลาด ดีกว่าเพียงเล็กน้อยก็ไม่ได้…. ลองคิดในแง่มุมของลูกค้าดูก็ได้ ลูกค้าจะซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่เขาเชื่อใจเสมอ…นอกเสียจากว่า จะเห็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนในแบรนด์อื่น..ดีกว่าเพียงเล็กน้อยไม่ได้ผล ต้องดีกว่ามากมาย”

  1. ฟังคำวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง

“ถ้าคิดให้ดี คำวิจารณ์ในสิ่งที่คุณทำมีค่าเหมือนทอง….ต้องค้นหาคำวิจารณ์จากทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเพื่อน… โดยปกติแล้วเพื่อนของคุณรู้ว่ามีอะไรผิดพลาด แต่พวกเขามักจะไม่ต้องการบอกคุณ เพราะไม่ต้องการให้คุณเจ็บปวดเสียใจ มันไม่ได้หมายความว่าเพื่อนของคุณถูก แต่ถูกค่อนข้างบ่อย พวกเขามักจะพูดถูกต้อง”

“เพื่อนที่จริงใจต้องการสนับสนุนคุณ สิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการทำคือ ทำให้คุณเสียใจ คนเหล่านี้เป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่าอย่างยิ่ง เป็นคนที่รู้ลึกอย่างแท้จริง รู้ว่าจุดอ่อนที่คุณต้องปรับปรุงมีอะไรบ้าง”

อีลอน มัสต์ ให้คำแนะนำปิดท้ายการสัมภาษณ์ว่า…

คุณควรบอกตัวเองว่ากำลังทำผิด มันจะช่วยทำให้มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และทำให้เป้าหมายที่วางไว้ผิดพลาดน้อยลง…

 

https://www.cnbc.com/2017/05/21/bill-gates-artificial-intelligence-energy-bioscience-best-jobs.html

https://www.cnbc.com/2017/05/21/bill-gates-artificial-intelligence-energy-bioscience-best-jobs.html

https://www.gobankingrates.com/making-money/wealth/best-career-advice-bill-gates-billionaire-college-dropouts/

http://fortune.com/2017/02/10/apple-ceo-tim-cook-career-advice-job-money/

https://www.inc.com/justin-bariso/it-took-elon-musk-just-3-minutes-to-give-best-business-advice-youll-hear-today.html

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s