Deep Learning คือ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ AI ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนโลก เหมือนยุคที่โลกเริ่มมีไฟฟ้าใช้

Artificial Intelligence หรือ AI เรียกเป็นภาษาไทยโดยทั่วไปว่า “ปัญญาประดิษฐ์”

แต่ถ้าแปลความหมาย AI แบบตรงตัว จะหมายถึง “สติปัญญาเทียม” ซึ่งจะทำให้เข้าใจชัดเจนมากขึ้น

โลกรู้จัก AI มาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1950 แต่มีข้อจำกัดหลายอย่างทำให้มันไม่สามารถพัฒนาได้เร็วอย่างที่ควรจะเป็น

จุดเปลี่ยนที่ถือว่าเป็น Breakthrough หรือการค้นพบที่เป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญของ AI เริ่มต้นในปี 2012 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่โลกรู้จัก AI ที่เรียกว่า Deep Learning

ในปี 2012 Geoffrey Hinton และทีมงาน ค้นพบวิธีฝึกฝน AI ให้เรียนรู้ข้อมูลแบบกรองหลายระดับชั้น ทำให้มันสามารถทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก  AI สามารถแยกแยะความแตกต่างของ รูปภาพ เสียง โดยเป็นการวิเคราะห์เชิงลึกแบบหลายชั้น

ในการแข่งขัน ImageNet Challenge ปี 2012  Geoffrey Hinton และทีมของเขาซึ่งมีนักศึกษาที่กำลังเรียนกับเขาอยู่ในทีม ได้เป็นผู้ชนะเลิศประจำปี 2012 ทำให้โลกได้รู้จัก Deep Learning เป็นครั้งแรก

ImageNet Challenge เป็นการแข่งขันที่มีเป็นประจำปีทุกปี ตั้งแต่ปี 2010 โดยทีมที่เข้าแข่งขันจะต้องมีซอฟต์แวร์ที่เห็นรูปภาพแล้ว ตอบได้ถูกต้องว่าเป็นภาพอะไร ทีมที่ตอบถูกต้องมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะ

AlexNet ที่ใช้เทคโนโลยี Deep Learning ที่มีการกลั่นกรอง 8 ชั้น มีข้อผิดพลาดเพียง 15.3% และเป็นแชมป์ในปี 2012 โดยทีมที่ได้อันดับสองมีข้อผิดพลาดมากกว่าถึง 10.8%

หลังจากปี 2012 ทุกทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน ImageNet Challenge ได้ใช้เทคโนโลยี Deep Learning ทุกทีม และข้อผิดพลาดลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2015 ผู้แข่งขันจากทีม Microsoft เป็นผู้ชนะรายการ ImageNet Challenge เป็น Deep Learning ที่มีการกลั่นกรองวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกมากกว่า 100 ชั้น

Geoffrey Hinton และทีมงานได้เข้าร่วมงานกับ Google ในปี 2013 โดยใช้ชื่อบริษัทใหม่ว่า DeepMind

สาเหตุหลักที่ทำให้ AI เพิ่งเริ่มมีการพัฒนาอย่างชัดเจนในปี 2012 เพราะประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ที่มีเพิ่มขึ้น

สมาร์ตโฟนที่เราใช้กันในวันนี้ มีกำลังความสามารถในการคำนวณสูงกว่าหลายล้านเท่า เมื่อเทียบกับคอมพิวเตอร์ของนาซ่าในปี 1969 ที่พานักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์

แนวทางการพัฒนา AI ในยุคแรก เป็นแบบ Rule-Based คือ การสอนให้ AI เรียนรู้หลักทฤษฎี เมื่อมีปัญหาอะไรป้อนเข้าไป มันหาคำตอบโดยยึดหลักการที่ถูกโปรแกรมมา แต่มันมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำงานที่ซับซ้อนได้มากนัก

แนวทางการพัฒนา AI ในยุคนี้ เป็นแบบ Neural Networks เปรียบเทียบได้กับการเรียนรู้ของเครื่องจักรจากประสบการณ์ ยิ่งป้อนข้อมูลให้มันมากขึ้น มันจะยิ่งมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น มีชื่อที่เรียกกันทั่วไปว่า Deep Learning

Deep Learning จัดเป็นส่วนหนึ่งของ Machine Learning หรือ การเรียนรู้ของเครื่องจักร ไม่ได้ยึดถือหลักการตามคำสั่งตามการป้อนโปรแกรม

เครื่องจักรเรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมากที่ป้อนเข้าไป แล้วสร้างกฎเกณฑ์ของมันเอง

การสอนเครื่องจักร เริ่มจากการป้อนชุดข้อมูลและคำตอบที่ถูกต้องให้ AI จำนวนมาก มันใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการเรียนรู้ ยิ่งได้รับข้อมูลมากขึ้น มันยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้น และสามารถคาดเดาคำตอบได้ถูกต้องมากขึ้น

เมื่อมีคำถามในรูปแบบของ ภาพ เสียง ส่งให้ AI   มันจะนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ แล้วจัดหมวดหมู่ว่าคำถามที่สงสัยนั้น ตรงกับหมวดหมู่ไหน ซึ่งกลายเป็นคำตอบที่มีโอกาสถูกต้องมากที่สุด

ความตื่นตัวของนักเทคโนโลยีจีนเกี่ยวกับ AI เกิดขึ้นในช่วงปี 2016 – 2017 ซึ่ง AlphaGo ของ DeepMind ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับกูเกิล สามารถเอาชนะแชมป์โลกเกมโกะ หรือหมากล้อมทุกคน จากเกาหลีและจีน

นับตั้งแต่โลกรู้จัก Deep Learning ทั่วโลกเริ่มมองเห็นอนาคตของ AI ว่า  มันสามารถเอาไปใช้ประโยชน์มากมายไม่รู้จบ

มีการเปรียบเทียบว่า นับแต่นี้ต่อไป AI จะพลิกโฉมโลก ไม่ต่างจากในยุคที่โลกเริ่มมีไฟฟ้าใช้ครั้งแรกในโลก

Posted in AI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s