บ๊อช จับมือสภาลมหายใจเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศ

เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศและปริมาณฝุ่นละออง (air quality monitoring box) ของบ๊อช อุปกรณ์สำคัญที่ยืนยันแนวความคิดของโครงการวิจัย “บ้านสู้ฝุ่น”

„   ความร่วมมือนี้ตั้งเป้าสร้างความเข้าใจรูปแบบของมลภาวะทางอากาศ ตรวจจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหามลภาวะทางอากาศผ่านโครงการวิจัย “บ้านสู้ฝุ่น”

„   บ๊อชติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศและปริมาณฝุ่นละอองในชุมชนหมื่นสารเพื่อวัดและเก็บข้อมูลความหนาแน่นของมลภาวะทางอากาศ

„  ผลงานวิจัยจากโครงการ “บ้านสู้ฝุ่น” พบว่า พรรณไม้สู้ฝุ่นสามารถดูดซับฝุ่นละอองขนาดเล็กและสารประกอบระเหยง่ายในอากาศได้

„   ปัญหามลภาวะทางอากาศที่มาจากการขนส่งทางถนน สามารถบรรเทาได้ด้วยการยกระดับโซลูชันระบบส่งกำลัง รวมไปถึงโซลูชันนวัตกรรมด้านการขับเคลื่อน

กรุงเทพฯ, 23 กุมภาพันธ์ 2565 –  บ๊อช เดินหน้าช่วยเหลือการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศในประเทศไทย สนับสนุนโครงการวิจัย “บ้านสู้ฝุ่น” โครงการบ้านต้นแบบที่ริเริ่มโดย สภาลมหายใจเชียงใหม่ ในการจัดการพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกพรรณไม้สู้ฝุ่นภายในครัวเรือนเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในพื้นที่ที่ประสบปัญหามลภาวะทางอากาศรุนแรงที่สุดจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย โดยมีเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศและปริมาณฝุ่นละออง (air quality monitoring box) ของบ๊อช เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยยืนยันผลวิจัยของโครงการ มอบข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ จากการประมวลผลด้วยเซนเซอร์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งนับเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยต่อยอดไปสู่การคิดค้นและปรับใช้มาตการต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศได้

บ๊อช ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศและปริมาณฝุ่นละอองในบริเวณชุมชนหมื่นสาร ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา เพื่อวัดค่าคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระดับปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในบริเวณพื้นที่รอบชุมชนหมื่นสาร นอกจากนั้น บ๊อช ยังได้ร่วมมือกับ ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการสนับสนุนการติดตั้งเครื่อง “DustBoy” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กด้วยระบบเซ็นเซอร์ที่พัฒนาโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในครัวเรือนอาสาสมัครในชุมชนหมื่นสารที่เข้าร่วมโครงการ “บ้านสู้ฝุ่น” และมีการจัดการปลูกพรรณไม้สู้ฝุ่นที่มีคุณสมบัติในการดูดซับฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)

เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศและปริมาณฝุ่นละอองของบ๊อช สามารถเก็บข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศในพื้นที่วิจัยแบบเรียลไทม์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และช่วยให้นักวิจัยสามารถระบุได้ว่าการปลูกพรรณไม้สู้ฝุ่นบางชนิดสามารถดูดซับฝุ่นละอองขนาดเล็กในบริเวณนั้น ๆ ได้มากน้อยอย่างไร ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า พืชพรรณบางชนิดที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น มีลักษณะของใบเรียวเล็ก ผิวหยาบ มีขน และเหนียว มีลำต้นและกิ่งก้านพันกันสลับซับซ้อน และพืชที่มีใบขนาดเล็กจำนวนมาก สามารถช่วยดูดซับมลพิษทางอากาศได้ ผลการศึกษาวิจัยนี้ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อลดผลกระทบจากปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยมีอากาศที่ดีขึ้นและสามารถมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนคนไทยได้

โจเซฟ ฮง กรรมการผู้จัดการ บ๊อช ประเทศไทย และประเทศลาว กล่าวว่า “บ๊อซ ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมที่จะช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศและปริมาณฝุ่นละอองของบ๊อชนับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของผู้คนและสภาพแวดล้อม ผมจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่นวัตกรรมของบ๊อชสามารถช่วยสนับสนุนการสร้างอนาคตที่มาพร้อมอากาศบริสุทธิ์ให้เป็นจริงได้”

รศ.ดร. สมพร จันทระ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “ภายใต้ความร่วมมือกับ บ๊อช ทำให้เราเข้าถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยติดตามสถานการณ์ค่าดัชนีคุณภาพอากาศในบริเวณที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมไปถึงช่วยให้เราสามารถศึกษาและบอกได้ว่าการปลูกพรรณไม้สู้ฝุ่นมีส่วนช่วยทำให้คุณภาพอากาศในบริเวณนั้น ๆ ดีขึ้นได้มากน้อยอย่างไร”

สุรีรัตน์ ตรีมรรคา รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ สภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า “โครงการ “บ้านสู้ฝุ่น” มีเป้าหมายที่สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันควบคุมปัญหามลพิษทางอากาศ หากทุกภาคส่วนช่วยกันแล้ว เราจะสามารถตระหนักและรับรู้ถึงปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และทำให้เมืองเชียงใหม่กลับมาเป็นเมืองที่น่าอยู่อีกครั้ง”

เทคโนโลยีของบ๊อชช่วยเมืองบรรเทาปัญหามลภาวะทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)

หนึ่งในก้าวแรกที่สำคัญสู่การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ คือ การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของดัชนีคุณภาพอากาศและค่าฝุ่นละอองจากหลากหลายพื้นที่อย่างสะดวกและรวดเร็ว เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศและปริมาณฝุ่นละอองของบ๊อชเป็นโซลูชันที่เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองและอุตสาหกรรม กล่องเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศและปริมาณฝุ่นละอองซึ่งมีขนาดกะทัดรัดของ บ๊อช ควบรวมความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเซนเซอร์และซอฟต์แวร์เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศได้อย่างน่าเชื่อถือและเป็นปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงข้อมูลมลพิษทางอากาศอย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก และพารามิเตอร์ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งยังสามารถส่งข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศที่วัดได้ไปยังระบบคลาวด์ของบ๊อชอย่างต่อเนื่อง เพื่อวิเคราะห์และประมวลผลด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI)

มลภาวะทางอากาศส่วนใหญ่ มาจากภาคการขนส่งทางถนน

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเดือนพฤษภาคม 2564 แสดงให้เห็นว่า แหล่งที่มาหลักของฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมาจากภาคการขนส่งทางถนน ในขณะที่สาเหตุหลักของควันพิษอันตรายในภาคเหนือของประเทศไทยมาจากการเผาไหม้ชีวมวลแบบระบบเปิด รวมถึงการทำเกษตรกรรมแบบถางโค่นและเผาป่า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงอัตราการขยายตัวของเมือง (Urbanization) และการเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเมืองใหญ่อย่างจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวลำดับต้น ๆ ของประเทศไทย ทำให้ความต้องการด้านการขนส่งและการเดินทางเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า ภาคการขนส่งทางถนนเป็นแหล่งที่มาหนึ่งของของฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ได้เช่นกัน ดังนั้น การลดมลพิษจากภาคขนส่งทางถนนจึงถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

บ๊อช มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการลดการปล่อยมลภาวะให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การดำเนินงานด้วยเทคโนโลยีแบบเปิดทำให้บ๊อชนำเสนอระบบส่งกำลังทางเลือกที่หลากหลายเพื่อการขับเคลื่อนที่ประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น เทคโนโลยีอื่น ๆ ของบ๊อชที่สามารถช่วยลดมลภาวะทางอากาศ อาทิ ระบบเบรกที่ช่วยลดฝุ่นละอองบนท้องถนน ระบบขับเคลื่อนที่เชื่อมต่อถึงกันเพื่อการจัดการจราจรบนท้องถนนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

“บ๊อช เป็นผู้ร่างอนาคตของเทคโนโลยีแห่งการขับเคลื่อนที่สอดคล้องไปกับทิศทางการขยายตัวของสังคมเมืองทั้งในประเทศไทย และในระดับโลก การขับเคลื่อนต้องมาพร้อมกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความยั่งยืน รวมไปถึงสามารถปกป้องชีวิตและสุขภาพของเราได้ ความยั่งยืนเป็นแนวคิดหลักของผลิตภัณฑ์ของบ๊อช บ๊อชพัฒนานวัตกรรมระบบส่งกำลังที่มีความหลากหลาย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้น เรามุ่งมั่นในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้คนอย่างยั่งยืน” ฮง กล่าวเสริม 

เกี่ยวกับกลุ่มบ๊อชในประเทศไทย

บ๊อชได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยตั้งแต่พ.ศ. 2466 ปัจจุบัน บ๊อชสร้างความหลากหลายในธุรกิจถึง 4 ด้าน ได้แก่ โซลูชันแห่งการขับเคลื่อน เทคโนโลยีอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยีพลังงานและอาคาร บริษัทมีโรงงานผลิตในธุรกิจโซลูชันแห่งการขับเคลื่อนสองแห่ง พร้อมทั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา อีกทั้งสำนักงานขายและศูนย์บริการสำหรับอุปกรณ์ไฮดรอลิกและเครื่องจักรในจังหวัดระยอง ในปีที่ผ่านมา บ๊อชในประเทศไทยมีพนักงานกว่า 1,200 คน

ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.bosch.co.th และ https://www.facebook.com/BoschThailand

กลุ่มบริษัทบ๊อช ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและบริการชั้นนำของโลก มีพนักงานทั่วโลกกว่า 401,300 คน (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564) ผลประกอบการในปี 2564 บริษัทฯ มียอดขายรวมทั้งสิ้นกว่า 78.8 พันล้านยูโร โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น กลุ่มธุรกิจสำคัญได้แก่ กลุ่มโซลูชันแห่งการขับเคลื่อน กลุ่มเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยีพลังงานและอาคาร ในฐานะผู้นำทางด้าน IoT (Internet of Things) บ๊อชนำเสนอนวัตกรรมแห่งโซลูชั่นส์เพื่อบ้านอัจฉริยะ อุตสาหกรรม 4.0 และยานยนต์ที่สามารถเชื่อมต่อถึงกัน บ๊อชยืนหยัดในวิสัยทัศน์ที่ช่วยให้การขับเคลื่อนเป็นไปด้วยความยั่งยืน ปลอดภัย และมีความน่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีเซนเซอร์ ซอฟต์แวร์ และการให้บริการ รวมถึงไอโอทีคลาวด์ของบ๊อชเอง เราจึงสามารถให้บริการโซลูชันที่เชื่อมต่อแบบข้ามโดเมนได้เบ็ดเสร็จจากแหล่งเดียว เป้าหมายกลยุทธ์ของเราคือเอื้ออำนวยการใช้ชีวิตที่เชื่อมต่อด้วยผลิตภัณฑ์หรือโซลูชั่นซึ่งมีส่วนประกอบหรือได้รับการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) บ๊อช พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วทุกมุมโลกซึ่งนับได้ว่าเป็น “เทคโนโลยีเพื่อชีวิต” กลุ่มบ๊อช ประกอบด้วยบริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จีเอ็มบีเอช และบริษัทในเครืออีกกว่า 440 บริษัท รวมถึงสำนักงานระดับภูมิภาคในประเทศต่างๆ อีกกว่า 60 ประเทศ หากรวมบริษัทคู่ค้าผู้จัดจำหน่ายและให้บริการต่างๆ ทั้งส่วนการผลิต งานวิศวกรรม และเครือข่ายด้านการขาย บ๊อชครอบคลุมอยู่เกือบทุกประเทศทั่วโลก บ๊อชได้บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในสถานประกอบการของบริษัทฯ กว่า 400 แห่งทั่วโลกตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของปีพ.ศ. 2563 เพราะพื้นฐานสำคัญสำหรับการขยายตัวในอนาคตของบริษัทขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรม บริษัทฯ จึงมีพนักงานในส่วนการวิจัยและพัฒนากว่า 76,300 คน ในศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 28 แห่งทั่วโลก รวมทั้งวิศวกรซอฟต์แวร์อีกกว่า 38,000 คน

บ๊อชก่อตั้งที่เมืองชตุทท์การ์ทในปีพ.ศ. 2429 โดยโรเบิร์ต บ๊อช (พ.ศ. 2404 – 2485) เพื่อเป็น “ศูนย์วิศวกรรมเพื่อความแม่นยำทางกลศาสตร์และวิศวกรรมไฟฟ้า” ด้วยโครงสร้างผู้ถือหุ้นพิเศษของ บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จีเอ็มบีเอช ทำให้บริษัทมีอิสระในการดำเนินงานและสามารถวางแผนในระยะยาว ช่วยให้การลงทุนเป็นไปได้อย่างทันท่วงทีเพื่อเป็นหลักประกันอนาคตของบริษัท ร้อยละ 94 ของผู้ถือหุ้นหลักของ บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จีเอ็มบีเอช ถือครองโดย Robert Bosch Stiftung GmbH ซึ่งเป็นมูลนิธิองค์กรการกุศล สัดส่วนการถือหุ้นที่เหลือถือครองโดย บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จีเอ็มบีเอช และ บริษัทที่ครอบครัวบ๊อช เป็นเจ้าของ สิทธิในการลงคะแนนเสียงและอำนาจในการบริหารจัดการจะอยู่ภายใต้การดูแลโดย Robert Bosch Industrietreuhand KG ซึ่งเป็นทรัสต์ทางอุตสาหกรรม ข้อมูลเพิ่มเติม: www.bosch.comwww.iot.bosch.comwww.bosch-press.comwww.twitter.com/BoschPresse

Posted in PR

Leave a Reply