
Nature สื่อใหญ่ที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยทั่วโลก เปิดเผยเมื่อวันที่ 11-12-2023 ว่า ผลงานวิจัยจากประเทศต่างๆทั่วโลกในปัจจุบัน มีเพิ่มขึ้นอย่างน่าแปลกใจ
นักวิจัยบางคนเผยแพร่ผลงานด้านวิชาการใหม่ๆทุกๆ 5 วัน ทำให้เกิดข้อสงสัยในความซื่อสัตย์
Nature เรียบเรียงข้อมูลจากการตรวจสอบย้อนหลังเปรียบเทียบระหว่างปี 2000 และ 2022 พบว่าในกลุ่ม Extremely Productive(EP) ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีบทความฉบับเต็มมากกว่า 60 บทความต่อปี ประเทศที่มีอัตราเพิ่มขึ้นมากที่สุดของผลงานวิจัย คือ
-ประเทศไทย 19 เท่า
-ซาอุดีอาระเบีย 11.5 เท่า
-สเปน 11.5 เท่า
-อินเดีย 10.2 เท่า
-อิตาลี 6.9 เท่า
-รัสเซีย 6.5 เท่า
-ปากีสถาน 5.7 เท่า
-เกาหลีใต้ 5.2 เท่า
หากไม่รวมผลงานวิจัยด้านฟิสิกส์ สาขาที่มีผลงานวิจัยมากที่สุด คือ เวชศาสตร์คลินิก รองลงมาได้แก่ เกษตรกรรม การประมง ป่าไม้ ชีววิทยา คณิตศาสตร์และสถิติ
ประเทศไทยมีการเพิ่มขึ้นของผลงานนักวิจัย EP มากที่สุดในโลก คือ เพิ่มขึ้น 19 เท่า
ปัจจัยพื้นฐานในประเทศไทย เป็นแรงผลักดันสำคัญทำให้นักวิชาการผลิตผลงานออกมาจำนวนมาก
ระบบทุนสนับสนุนการวิจัยในประเทศไทยมีการเปลี่ยนมาใช้เป็นระบบทีมสหวิทยาการขนาดใหญ่แทนที่จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ทำให้นักวิจัยสามารถลงชื่อของตนในเอกสารการวิจัยต่างๆมากขึ้น
ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกอย่างมาก ทำให้สถาบันการศึกษาต่างๆพยายามเผยแพร่ผลงานวิจัยออกมามากๆ
มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ใช้เงินสนับสนุนนักวิจัยเพื่อให้ได้รับการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการในวารสารที่มีชื่อเสียงของโลก มีการประเมินว่า นักวิจัยคนหนึ่งอาจทำรายได้สูงถึง 1 ล้านบาทต่อปี จากงานที่ได้เผยแพร่ในวารสารเพียงอย่างเดียว
แต่การเติบโตที่เพิ่มมากขึ้นถึง 19 เท่าของประเทศไทย ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก เป็นเรื่องน่าแปลกใจอย่างมาก
ขณะนี้เริ่มมีการสอบสวนนักวิจัยที่มีผลงานทางวิชาการตีพิมพ์จำนวนมากอย่างน่าสงสัย
การสอบสวนในประเทศไทยพบว่า นักวิจัย 33 คนจากมหาวิทยาลัย 8 แห่งได้ใช้เงินซื้อผลงาน และนำมาอ้างว่าเป็นผลงานของตัวเอง แล้วยังมีผู้ต้องสงสัยอีกหลายสิบคนที่มีชื่ออยู่ในผลงานวิจัยที่ซื้อมา
ยังไม่มีข้อสรุปจากการสืบส่วนที่ชัดเจนว่า การเพิ่มขึ้นของผลงานทางวิชาการของนักวิจัยไทย มาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นจำนวนเท่าไร? และมาจากนักวิจัยหลอกลวงเท่าไร?
