
ตลาดคลาวด์ในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดย Amazon Web Services (AWS) ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ของโลก เผยตัวเลขคาดการณ์มูลค่าตลาดในปี 2568 ว่าจะสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 12% ของการใช้จ่ายด้านไอทีทั้งหมดของประเทศ พร้อมประกาศแผนลงทุนระยะยาวมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 15 ปี
วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS Thailand เปิดเผยว่า การลงทุนครั้งใหญ่นี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง โดยคาดว่าจะสร้างการจ้างงานเต็มเวลากว่า 11,000 ตำแหน่งต่อปี และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ GDP ของไทยประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
วัตสัน ยังเผยว่า การเปิดให้บริการ AWS Region ในประเทศไทยได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญให้กับภาคธุรกิจ โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงบริการคลาวด์ ลดความหน่วงเวลาในการประมวลผลข้อมูล และมีความพร้อมใช้งาน (uptime) สูงกว่าผู้ให้บริการรายอื่นในตลาด ส่งผลให้องค์กรธุรกิจสามารถพัฒนาและให้บริการแอปพลิเคชันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบโจทย์การแข่งขันในยุคดิจิทัล
“การลงทุนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านดิจิทัลของภูมิภาค” วัตสันกล่าว “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เทคโนโลยี AI กำลังเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ที่แข็งแกร่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กรไทย”
ด้านตลาด Generative AI ในประเทศไทย คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 312 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ย 41.5% ต่อปี จนมีมูลค่าสูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2573 สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
AWS วางกลยุทธ์การเติบโตในประเทศไทยผ่าน 5 แกนหลัก ได้แก่ การผลักดันการใช้งาน AWS Region ในประเทศไทย การเร่งสร้างคุณค่าทางธุรกิจด้วย AI และข้อมูล การขยายเครือข่ายพันธมิตร การขยายฐานลูกค้าครอบคลุมอุตสาหกรรมใหม่ๆ และการเสริมสร้างชุมชนนักพัฒนาและผู้สร้างนวัตกรรมบน AWS โดยเฉพาะในด้านการพัฒนา AI ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์สำคัญระดับโลก ทั้งนี้ AWS จะขยายการให้บริการจากฐานลูกค้าเดิมในภาคการเงินการธนาคาร ค้าปลีก และอุตสาหกรรมการผลิต ไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ โทรคมนาคมและสาธารณสุข และการขยายชุมชนนักพัฒนาและผู้สร้างนวัตกรรมบน AWS โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันด้าน AI ที่กำลังเป็นเทรนด์สำคัญของโลก
ความสำเร็จของการลงทุนด้านเทคโนโลยีในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นผ่านกรณีของ BOTNOI สตาร์ทอัพไทยที่สามารถพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ระดับภูมิภาค รองรับการใช้งานกว่า 20 ภาษา ด้วยความแม่นยำสูงถึง 95% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนานวัตกรรมระดับโลก อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ CPALL ที่ได้นำ Generative AI มาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงระบบ Supply Chain ผ่านบริการ Amazon SageMaker โดยใช้ในการวิเคราะห์และเก็บสถิติข้อมูลสินค้าในแต่ละสาขา ส่งผลให้ลูกค้าสามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการได้สะดวกยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือสามารถลดปัญหาสินค้าขาดสต็อกได้ถึง 40% ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการนำ Generative AI มาประยุกต์ใช้สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้
สำหรับแนวโน้มการใช้งาน Generative AI ในปี 2568 AWS คาดการณ์ว่าองค์กรต่างๆ จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นจากการนำ AI ไปใช้งาน โดยเฉพาะในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
